<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dcterms="http://purl.org/dc/terms/">
<rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9768">
    <dcterms:title><![CDATA[รายงานวิจัย การบริหารการเงินการคลังโรงพยาบาลรัฐ : การกระจายอำนาจการบริหารงบประมาณคลินิกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Hospital financing : clinical budget holding to increase efficiency in provincial hospitals]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[โรงพยาบาล -- การบริหาร]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[โรงพยาบาลของรัฐ -- การบริหาร]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[การบริหารการเงินการคลังโรงพยาบาลรัฐ:การกระจายอำนาจการบริหารงบประมาณคลินิกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ	การวิจัยและพัฒนา เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (action research) ตั้งบนสมมติฐานว่า การกระจายอำนาจการบริหารงบประมาณทางคลินิก แก่หัวหน้ากลุ่มคลินิกบริการ และจัดรูปแบบความสัมพันธ์ของหน่วยงานในโรงพยาบาลเป็น ผู้ซื้อ-ผู้ขายบริการ จะทำให้บริการของโรงพยาบาลมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยที่คุณภาพของการบริการไม่ลดลง ในความสัมพันธ์เช่นนี้ จะเปลี่ยนพฤติกรรมการบริหารทรัพยากรโรงพยาบาลจากที่ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเป็นผู้ตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียว กระจายอำนาจตัดสินใจงบประมาณทางคลินิกให้แก่หัวหน้ากลุ่มงานคลินิกบริการ ช่วยบริหารงบประมาณโดยซื้อบริการจากหน่วยขายบริการแทนผู้อำนวยการ รวมทั้งเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการรักษาของแพทย์ที่อยู่ในกลุ่มซื้อบริการ หน่วยขายบริการที่ทดลองในขั้นแรกนี้ ได้แก่ กลุ่มงานเภสัชกรรม รังสีวิทยา ชันสูตร ห้องผ่าตัดและวิสัญญี การวิจัยนี้ ดำเนินการในโรงพยาบาล 3 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ หาดใหญ่ และเสนา โดยผู้อำนวยการโรงพยาบาลกระจายอำนาจการบริหารงบประมาณรายจ่ายของการดูแลผู้ป่วยใน (รายจ่ายด้านยา ชันสูตร รังสีวิทยา ผ่าตัด) ให้แก่หัวหน้ากลุ่มคลินิกบริการ ในปีงบประมาณ 2543 หัวหน้ากลุ่มคลินิกบริการ ใช้อำนาจการบริหารงบประมาณ กับ ใช้ระบบข้อมูล(ที่พัฒนาในการวิจัย) ในด้านประสิทธิภาพและคุณภาพของบริการในกลุ่มงาน บริหารจัดการกับพฤติกรรมการรักษาพยาบาลของแพทย์ในกลุ่มงาน แรงจูงใจของกลุ่มคลินิกบริการ (ผู้ซื้อบริการ) ในการปรับพฤติกรรมการรักษาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ใช้แรงจูงใจทางการเงินเป็นหลัก คือการให้เงินตอบแทนเป็นกลุ่มงาน และจัดสรรต่อเป็นรายบุคคล ตามข้อตกลงที่แตกต่างกันในแต่ละโรงพยาบาล แทนที่จะเป็นการตัดสินใจจากผู้อำนวยการคนเดียว ตัวชี้วัดประสิทธิภาพของผลงานใช้เกณฑ์หลายประการ ได้แก่ รายจ่ายที่ประหยัดได้จากงบประมาณคลินิกที่ได้รับจัดสรรล่วงหน้า วันนอนในโรงพยาบาลเมื่อเทียบกับวันนอนมาตรฐาน ภาระงานต่อแพทย์ เช่น ค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ต่อแพทย์ในแต่ละแผนกการวิจัยนี้ พิสูจน์ว่า การเพิ่มประสิทธิภาพด้วยระบบบริหารโรงพยาบาลนั้น มีความซับซ้อนมาก โดยเฉพาะมิติที่ซับซ้อนของข้อมูลโรงพยาบาล ระบบข้อมูลในโรงพยาบาลมักมีข้อมูลที่นำมาใช้ประเมินประสิทธิภาพระหว่างแผนกได้ไม่ดีนัก การวิจัยนี้พบว่า ข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการประเมินประสิทธิภาพ ได้แก่ ข้อมูลทางคลินิกของผู้ป่วยในที่ใช้จัดกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (DRG) ต้นทุนของหน่วยย่อยในโรงพยาบาลตามระบบบัญชีต้นทุน ข้อมูลการให้บริการแก่ผู้ป่วยแต่ละราย อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจให้แรงจูงใจต้องประกอบด้วยข้อมูลด้านอื่นอีก เช่นภาระงานต่อแพทย์ ผลการวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานโยบายให้โรงพยาบาลรัฐเป็นอิสระต่อไป]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[ศุภสิทธิ์ พรรณารุโณทัย...[และคนอื่นๆ]]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2544]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description></rdf:RDF>
