<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dcterms="http://purl.org/dc/terms/">
<rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9666">
    <dcterms:title><![CDATA[รายงานการวิจัย เรื่อง ระบบกลไก และประสิทธิภาพของสถานเลี้ยงดูเด็กของภาครัฐและเอกชนในประเทศไทย]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[The child-center&#039;s system, mechanism, effectiveness and efficiency for both public and private]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[สถานเลี้ยงเด็ก]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[สถานเลี้ยงเด็ก--ไทย]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ทั่วไปคือ เพื่อศึกษา ระบบ กลไกและประสิทธิภาพของสถานเลี้ยงดูเด็กของภาครัฐและเอกชนในปัจจุบัน และมีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อศึกษาว่าระบบและกลไกในโรงเรียนอนุบาล/ศูนย์/สถานเลี้ยงดูเด็ก มีประสิทธิผล และประสิทธิภาพหรือไม่สถานศึกษาดังกล่าวของภาครัฐและเอกชนมีระบบ กลไก ประสิทธิผล และประสิทธิภาพในการดำเนินงานต่างกันมากน้อยเพียงใด	การวิจัยนี้ มี 2 ระยะ ระยะแรกเป็นการสำรวจข้อมูลในระดับกว้าง ซึ่งสุ่มจากโรงเรียนอนุบาล/สถานเลี้ยงดูเด็ก/ศูนย์เด็กทั่วประเทศ ได้ 149 โรง ในจังหวัดต่างๆ 6 จังหวัด คือ กทม. เชียงใหม่ สงขลา ขอนแก่น ชลบุรี และลพบุรี ทำการรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ผู้บริหารหน่วยงานในกรุงเทพฯ 18 คน และผู้บริหารโรงเรียนอนุบาล/สถานเลี้ยงดูเด็ก/ศูนย์เด็ก 149 คน สอบถามด้วยแบบสอบถาม ครู/ผู้ดูแลเด็ก 776 คน ผู้ปกครอง 2,073 คน ได้ผลสรุปเกี่ยวกับสภาพการบริหารจัดการ ความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบ กลไก และผลดำเนินงาน ตลอดจนคุณภาพของเด็ก	การรวบรวมข้อมูลระยะที่สอง เป็นการเจาะลึกเฉพาะ 19 โรง ใน 2 จังหวัดคือ กทม. กับ ลพบุรี โดยรวบรวมข้อมูลด้านการเงินจากโรงเรียน สัมภาษณ์ผู้บริหาร 19 คน สอบถามด้วยแบบสอบถาม ครู/ผู้ดูแลเด็ก 195 คน และผู้ปกครอง 842 คน ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับระบบ กลไก ประสิทธิผล ค่าใช้จ่าย และ ประสิทธิภาพ ดังนี้1.	ในภาพรวม ผลวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้บริหารโรงเรียน/สถานเลี้ยงดูเด็ก/ศูนย์เด็ก จำนวน 149 แห่งทั่วประเทศ พบว่า มีนโยบายและวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเด็ก เพื่อแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง และเพื่อส่งเสริมพัฒนาการให้กับเด็ก ในจังหวัดเชียงใหม่ ขอนแก่น ลพบุรี และชลบุรี จะเน้นที่การเตรียมความพร้อม ส่วนที่กรุงเทพมหานครและสงขลา จะเน้นที่การส่งเสริมพัฒนาการเป็นหลัก ในการจัดการเรียนการสอนถ้าเป็นโรงเรียนอนุบาลจะอิงหลักสูตรของ สปช. หรือ สช. ใช้การรับเข้าไม่จำกัดจำนวน ยกเว้นที่จังหวัดลพบุรี การวัด-ประเมินผลใช้การสังเกตเป็นหลัก การแก้ปัญหาเด็กอาศัยความร่วมมือกับผู้ปกครอง ส่วนใหญ่ขาดแคลนสื่อ อุปกรณ์ ยกเว้นจังหวัดสงขลา ในด้านจำนวนครู/ผู้ดูแลเด็กมีจำนวนเพียงพอแต่ขาดคุณภาพ ซึ่งจำนวนหนึ่งไม่ได้จบมาโดยตรงและยังคงมีปัญหาเรื่องการประสานกับชุมชน	ผลวิเคราะห์ข้อมูลจากครู/ผู้ดูแลเด็กและผู้ปกครอง พบว่า ครู/ผู้ดูแลเด็กมีลักษณะเด่นคือมีมนุษยสัมพันธ์ มีการเตรียมสอนและมีการสอนที่เป็นระบบ สิ่งที่เป็นปัญหาคือ จำนวนและคุณภาพของครูและผู้ดูแลเด็ก งบประมาณ และการสนับสนุนจากผู้บริหารและผู้ปกครอง2.	ในภาพย่อย 19 แห่ง สรุปได้ว่า	(1) ความคิดเห็นของผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับระบบ กลไก และประสิทธิผล จากกรณีศึกษา 19 แห่ง มีผู้ให้ความคิดเห็นว่า 9 แห่ง (ร้อยละ 47.36) มีระบบ กลไก และประสิทธิผลดี	(2)	การเปรียบเทียบ ระบบ กลไก และประสิทธิผล ระหว่างโรงเรียน/สถานเลี้ยงดูเด็ก/ศูนย์เด็กของรัฐกับเอกชน สรุปได้ว่า ของเอกชนดีกว่ารัฐ โดยเป็นของเอกชน 6 ใน 9 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 66.67 และของรัฐ 3 ใน 10 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 30	(3)	การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของโรงเรียน/สถานเลี้ยงดูเด็ก/ศูนย์เด็กของรัฐกับ เอกชน สรุปได้ว่า ของรัฐมีประสิทธิภาพมากกว่าของเอกชน]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[อุทุมพร จามรมาน]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[จีระพันธุ์ พูลพัฒน์]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2544]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description></rdf:RDF>
