<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dcterms="http://purl.org/dc/terms/">
<rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9619">
    <dcterms:title><![CDATA[โครงการเปรียบเทียบความเคลื่อนไหวการปฏิรูประบบสุขภาพของนานาประเทศ : กรณีศึกษาประเทศอินเดีย]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Health Systems Reform in India]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[สุขภาพ-- การปฏิรูป--อินเดีย]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[ระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ--อินเดีย]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[การปฏิรูประบบสุขภาพของนานาประเทศ: กรณีศึกษาประเทศอินเดีย	อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่ได้ทำการปฏิรูประบบสุขภาพ อย่างไรก็ตามอินเดียก็มีการดำเนินการพัฒนาระบบสุขภาพมาโดยตลอดนับแต่เมื่อได้รับเอกราชในปี ค.ศ. 1947 โดยการใช้ five-year plans เป็นแนวทางในการบริหารระบบสุขภาพของประเทศ หน่วยรัฐบาลกลางจะทำการทบทวนแนวทางนี้ทุกๆ 5 ปี เพื่อปรับเปลี่ยนแผนงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางด้านสุขภาพในแต่ละช่วงเวลา Central Council of Health and Family Welfare จะเป็นผู้รับผิดชอบ ในการตั้งเป้าหมายและวางแผนงาน ส่วน Central Government จะเป็นผู้สานต่อนโยบายในทางบริหารจัดการ วางมาตรการ และควบคุมการผลิตกำลังคน State Government ของแต่ละมลรัฐจะเป็นฝ่ายรับผิดชอบการบริการทางการแพทย์และการให้สุขศึกษาแก่ประชาชน	ปัจจุบันอินเดียยังคงประสบกับปัญหาในการให้หลักประกันด้านสุขภาพกับประชาชนโดยทั่วถึง ถึงแม้รัฐธรรมนูญจะสนับสนุนให้ประชาชนมีระดับโภชนาการและความเป็นอยู่ที่ดีโดยการพัฒนาระบบสาธารณสุขก็ตาม นักวิจารณ์หลายท่านได้กล่าวไว้ว่า National Health Policy (1983) มีจุดอ่อนในแง่ของการวางมาตรการ และแนวทางของการบริหารสุขภาพที่ทำให้ไม่สามารถบรรลุผลตามที่คาดหมาย จุดบกพร่องที่เกิดขึ้นอาจมาจาการละเลยการพัฒนาระบบสุขภาพไปพร้อมๆ กับการพัฒนาของหน่วยสังคมและเศรษฐกิจรวมทั้งขาดแคลนทรัพยากรที่จะสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขาภิบาลและโภชนาการของประชาชน และที่สำคัญคือการขาดความร่วมมือของประชาชนในการดูแลสุขภาพของตน	การพัฒนาระบบสุขภาพที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงนั้น เกิดขึ้นเฉพาะในช่วง 20 ปีแรกของการได้รับเอกราช รัฐบาลได้ทำการพัฒนาสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพสูงมาก แต่ในระยะ 20 ปีหลัง การพัฒนาสุขภาพของประชาชน เริ่มประสบความล้มเหลวอย่างเห็นได้ชัด ขณะนี้ Primary Health Center ซึ่งเป็นศูนย์พยาบาลระดับปฐมภูมิ กำลังประสบปัญหาของการขาดแคลนยา ประชาชนไม่มีน้ำสะอาดบริโภคอย่างทั่วถึงเนื่องจากการขาดทุนทรัพย์ (แต่ในขณะเดียวกันทางรัฐบาลมีทุนอุดหนุนในการป้องกันโรคเอดส์มากกว่าทุนสำหรับความจำเป็นพี้นฐาน) การป้องกันและควบคุมโรคกำลังประสพความล้มเหลว โดยสังเกตได้จากการระบาดของโรคมาลาเรียที่ค่อนข้างรุนแรง การกลับมาของกาฬโรค และ Dengue fever และอัตราของวัณโรคซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว	ถึงแม้ว่าอินเดียจะมีระบบของการบริการสุขภาพที่มีนโยบาย Decentralisation ก็ตาม รัฐบาลก็ยังไม่สามารถบริหารจัดการให้เป็นไปตามนโยบายที่ตั้งไว้ และเนื่องจากการบริหารสุขภาพที่ไม่มีประสิทธิผลของรัฐบาล หน่วยงานเอกชนจึงเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในการให้บริการสุขภาพแก่ประชาชน ทั้งในระดับปฐมภูมิและทุตติยภูมิ ค่าใช้จ่ายของหน่วยงานเอกชนในการให้บริการนั้นเป็นจำนวนร้อยละ 78 ของค่าใช้จ่ายในประเทศทั้งหมด และจากการศึกษาวิจัยพบว่าหากทางรัฐบาลเข้ามาควบคุมการใช้จ่ายยาโดยไม่จำเป็นของหน่วยงานเอกชน พร้อมทั้งควบคุมการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย จะสามารถตัดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้ถึงร้อยละ 25 การที่องค์กรเอกชนมีบทบาทมากขึ้นในการให้บริการรักษา พร้อมกับการบริการของหน่วยรัฐบาลที่ขาดประสิทธิภาพ จะทำให้ประชาชนที่ยากจนในอินเดีย ซึ่งมีจำนวนสูงไม่สามารถได้รับบริการทางการแพทย์อย่างเต็มที่ ทาง &quot;Independent Commission on Health In India&quot; ได้ตระหนักถึงผลเสียที่อาจจะตามมา และได้ร้องเรียนให้ทางรัฐบาลทบทวนนโยบายของการบริหารสุขภาพอีกครั้ง เพื่อปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างของการบริการสุขภาพให้ดีขึ้นกว่าปัจจุบัน]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[นิลรัตน์ เปรมมณีสกุล]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2543]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description></rdf:RDF>
