<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dcterms="http://purl.org/dc/terms/">
<rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9002">
    <dcterms:title><![CDATA[การคลังสาธารณสุขในประเทศไทย : รายงานวิชาการ]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Health financing in Thailand : technical report]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[การบริหารสาธารณสุข]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[การคลังด้านสุขภาพในประเทศไทย : รายงานด้านวิชาการในอดีตที่ผ่านมา ระบบบริการสุขภาพของประเทศไทยมีการขยายตัวการใช้เทคโนโลยีด้านการแพทย์อย่างรวดเร็ว จนทำให้คนไทยพึ่งการใช้บริการการแพทย์เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันพฤติกรรมการดูแลสุขภาพด้วยตนเองถูกละเลยเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพทั้งในภาครัฐและเอกชนเพิ่มขึ้นกว่า 75% สัดส่วนที่สูงที่สุดมาจากกระทรวงสาธารณสุข เทียบกับภาคเอกชน 25% ระหว่างปี พ.ศ. 2529 – 2539 งบประมาณกระทรวงสาธารณสุขเพิ่มขึ้นกว่า 258% และมีอัตราการเติบโตลดลงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ จากนั้นระหว่างปี พ.ศ. 2538 – 2542 งบประมาณมีอัตราเพิ่มขึ้น 6% เมื่อพิจารณาเฉพาะงบประมาณในปี 2541 มีการจัดสรรดังนี้ 42% เป็นหมวดเงินเดือน 31% เป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียน เช่น เวชภัณฑ์ และ 27% เป็นหมวดการลงทุน งบประมาณมีการจัดสรรตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งไม่ทำให้เกิดความเป็นธรรมในการจัดสรรระหว่างจังหวัดด้วยกัน ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพจากกระเป๋าผู้ป่วยโดยตรงเป็นสัดส่วนที่สำคัญที่เป็นรายได้ของสถานบริการของรัฐเพื่อเป็นเงินสนับสนุนการดำเนินการสถานบริการ ขณะที่ระบบบัญชีของสถานบริการของรัฐยังไม่มีประสิทธิผล ทำให้งบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้กับสถานบริการแต่ละแห่งไม่ทราบแน่ชัดว่าครอบคลุมค่าใช้จ่ายจริงหรือไม่ และไม่สามารถกำหนดอัตราการจ่ายตามหัวเมื่อปรับตามอายุ เพศ หรือการคิดค่า DRGsได้ถูกต้องประเทศไทยมีโครงการประกันสุขภาพ 5 โครงการหลักด้วยกัน ได้แก่ สวัสดิการข้าราชการ ประกันสังคม บัตรสุขภาพ สวัสดิการรักษาพยาบาลแก่ผู้ที่ควรได้รับการช่วยเหลือจากสังคม และประกันสุขภาพเอกชน ประมาณ 76% ของประชากรทั้งหมดมีประกันสุขภาพอย่างหนึ่งอย่างใด สำหรับสวัสดิการข้าราชการเป็นการคุ้มครองข้าราชการ ผู้ที่เกษียณราชการ และสมาชิกครอบครัว กองทุนนี้สนับสนุนจากภาษีรัฐ และควบคุมจัดการโดยกระทรวงการคลัง ซึ่งตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ได้มีการควบคุมค่าใช้จ่าย โดยการกำจัดสิทธิ์การรักษาจากสถานบริการเอกชน และร่วมจ่ายในกรณีบางงานบริการ หรือ หากต้องการได้รับยานอกบัญชียาหลักต้องร่วมจ่ายบางส่วน กรณีประกันสังคม เป็นระบบการจ่ายเบี้ยประกันได้จากการหักเงินเดือนลูกจ้าง 1.5% ของเงินเดือน และในปริมาณเท่ากันจากนายจ้าง และกระทรวงสวัสดิการและแรงงาน ระบบการจ่ายเป็นการทำสัญญากับโรงพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชน และเป็นการจ่ายตามหัวอยู่ระหว่าง 700-1000 บาทต่อคนต่อปีโครงการบัตรสุขภาพเป็นกองทุนชุมชน กลุ่มเป้าหมายได้แก่กลุ่มเกือบจน ผู้ประกันตนต้องจ่าย 500 บาท และได้รับสมทบเพิ่มเติมอีก 1000 บาท (500 บาทจากกระทรวงสาธารณสุข และ 500 บาทจากธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย) ปัญหาหลักที่สำคัญของโครงการนี้ คือ ไม่สามารถครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายได้ดีนัก ส่วนใหญ่ผู้ถือบัตรเป็นกลุ่มรวย ส่วนประชากรที่เกือบจนอีกจำนวนมากยังไม่ได้รับการคุ้มครอง โครงการสวัสดิการประชาชานเดิมครอบคลุมกลุ่มจน ต่อมาขยายการคุ้มครองไปยังกลุ่มเด็กแรกเกิดจนถึง 12 ปี กลุ่มทหารผ่านศึก ผู้นำศาสนาและผู้นำชุมชน และผู้พิการ โครงการนี้ยังไม่สามารครอบคลุมประชากรตามกลุ่มเป้าหมายได้ทั้งหมด ผู้ประกันตนส่วนใหญ่มักข้ามไปรับบริการจากสถานบริการระดับสูงมากกว่าสถานบริการเบื้องต้นที่ตนลงทะเบียนไว้ เช่น สถานีอนามัย รายงานนี้เสนอว่าควรมีการพัฒนาให้เกิดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[โดเนลสัน, เดล]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร<br />
<br />
]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[ศุภสิทธิ์ พรรนารุโณทัย]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข<br />
]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2542]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description></rdf:RDF>
