<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dcterms="http://purl.org/dc/terms/">
<rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9757">
    <dcterms:title><![CDATA[รายงานการทบทวนองค์ความรู้ เรื่อง มาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาจากแอลกอฮอล์]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[A review of the management strategies for alcohol-ralated disorders]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[แอลกอฮอล์ -- การป้องกัน]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[มาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาจากแอลกอฮอล์การป้องกันและรักษาปัญหาจากการดื่มแอลกอฮอล์การป้องกันขั้นปฐมภูมิ (Primary prevention) เน้นที่ประชาชนทั่วไปซึ่งมีทั้งผู้ที่ไม่ดื่มสุรา ผู้ที่ดื่มแบบมีความเสี่ยง และผู้ที่ติดสุรา มาตราการในการจัดการแบบปฐมภูมิประกอบด้วย วิธีการต่างๆ ในการควบคุมสิ่งแวดล้อมของการดื่มสุรา และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ดื่ม มาตราการต่างๆ ที่ใช้ในการจัดการกับปัญหาการขับรถขณะเมาสุรา รวมทั้งการรณรงค์ทางสื่อมวลชนและโครงการต่างๆ ของประชาชนเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหารการขับรถหลังจากดื่มสุราในชุมชน การป้องกันขั้นทุติยภูมิ (Secondary prevention) จะเน้นที่การค้นหาและวินิจฉัยผู้มีปัญหาจากการดื่มแอลกอฮอล์ได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น โดยมีเป้าหมายสำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นจากการดื่มสุรา (Hazardous or harmful drinkers) แต่ยังไม่ติดสุรา การป้องกันขั้นทุติยภูมิ ประกอบด้วยการใช้เครื่องมือในการคัดกรองภาวะการดื่มสุราแบบเสี่ยง แบบอันตรายและภาวะติดสุรา และการดูแลจัดการสำหรับผู้ที่ถูกค้นพบว่ามีปัญหาเหล่านี้ โดยการจัดการแบบย่อ (brief หรือ very brief intervention) การรักษาขั้นตติยภูมิ (Tertiary prevention) จะเป็นการรักษาพยาบาลสำหรับผู้ที่ติดสุราแล้ว ซึ่งประกอบด้วย การถอนพิษแอลกอฮอล์ (Alcohol detoxification) การรักษาภาวะขาดสุรา (Alcohol withdrawal) และการรักษาระยะยาวสำหรับผู้ที่ติดสุราเพื่อไม่ให้กลับไปใช้สุราอีก (Relapse prevention) มาตราการที่ใช้ในการป้องกันระดับปฐมภูมิต่อปัญหาจากการดื่มแอลกอฮอล์การป้องกันแบบปฐมภูมิประกอบด้วยมาตราการสามประการคือ การควบคุม การให้การศึกษา และการให้ทางเลือกแบบอื่นๆ ทั้งสามวิธีการนี้อาจจะใช้ร่วมกัน หรือการใช้วิธีการหนึ่งอาจจะเป็นการปูพื้นฐานสำหรับใช้อีกวิธีต่อมา เช่นการให้การศึกษาหรือความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับเรื่องมาตราการหนึ่งๆ มักจะต้องทำก่อนที่จะมีการใช้มาตราการในเชิงควบคุมใดๆ มาตราการในเชิงป้องกันแบบปฐมภูมิอาจจะใช้ สำหรับประชากรทั่วไปในประเทศ เช่น มาตราการเกี่ยวกับการกำหนดราคาของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (fiscal measures) มาตราการทางกฎหมายต่างๆ (legislative measures) ซึ่งจะมีผลต่อ availability of alcohol เช่นการควบคุมจำนวนและชนิดของสถานบริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเวลากับสถานที่ที่จะอนุญาตให้ขายแอลกอฮอล์ได้ และการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น หรือ เฉพาะสำหรับผู้ที่ทำงานหรือผู้ที่อยู่ในสถานที่ที่มีความเสี่ยงสูงหากมีการใช้สุรา เช่น มาตราการเพื่อป้องกันอันตรายจากการขับรถหลังการดื่มสุรา และการห้ามใช้สุราในงานกีฬาต่างๆ หรือในงานที่มีความเสี่ยงสูงเช่นแท่นขุดเจาะน้ำมันเป็นต้นมาตราการในเชิงควบคุมแบ่งออกเป็น 4 มาตราการย่อย ได้แก่การควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การโฆษณาต่อต้านการดื่มสุรา และการควบคุมการเป็นผู้สนับสนุนหรืออุปถัมภ์กิจกรรมด้านกีฬาหรือด้านศิลปวัฒนธรรมโดยบริษัทอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1.2	การติดคำเตือนเกี่ยวกับพิษภัยของการดื่มแอลกอฮอล์บนฉลากเครื่องดื่ม 1.3	การควบคุม availability ของแอลกอฮอล์โดยผ่านทางการควบคุมราคาของเครื่องดื่มและการเก็บภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การกำหนดชั่วโมงของการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานบริการต่างๆ การควบคุมการขายแอลกอฮอล์ในร้านขายของชำตามหัวมุมถนน (alcohol sales in corner stores) 1.4	การกำหนดอายุต่ำสุดที่จะดื่มสุราได้ตามกฎหมาย]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[สาวิตรี อัษณางค์กรชัย]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2543]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9758">
    <dcterms:title><![CDATA[โครงการการติดตามดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังโดยเภสัชกรชุมชน (ความดันโลหิตสูงและวัณโรคปอด)]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Community pharmacists monitoring of pulmonary tuberculosis outpatients]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[ระบบบริการสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[วัณโรคปอด -- การรักษาด้วยยา]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[ความดันเลือดสูง -- การรักษาด้วยยา]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[พยอม สุขเอนกนันท์...[และคนอื่นๆ]]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2548]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9759">
    <dcterms:title><![CDATA[การประเมินเพื่อพัฒนาระบบสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค : การอภิบาล  ศักยภาพ และประสิทธิผล]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[การส่งเสริมสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[เพ็ญแข ลาภยิ่ง...[และคนอื่นๆ]]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9760">
    <dcterms:title><![CDATA[หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น : ความเป็นไปได้ของการบรรลุความครอบคลุมถ้วนหน้า]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Universal health insurance and decentralization : a feasibility for universal coverage achievement]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[การปฏิรูประบบบริการสาธารณสุข<br />
<br />
]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[สุขภาพ-- การปฏิรูป]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[การสร้างหลักประกันสุขภาพทั่วหน้ากับการกระจายอำนาจด้านสาธารณสุข	การทบทวนองค์ความรู้นี้ เป็นการตรวจสอบองค์ความรู้เชิงทฤษฎีและประสบการณ์ ของการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในประเทศต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพื่อให้เข้าใจถึงความสัมพันธ์ของบทบาทองค์กรท้องถิ่นกับการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การทบทวนองค์ความรู้ประกอบด้วยตอนสำคัญ 2 ตอน ตอนที่ 1 เป็นการทบทวนเกี่ยวกับแนวคิดของการกระจายอำนาจด้านสาธารณสุข การปกครองส่วนท้องถิ่น ประสบการณ์การปกครองส่วนท้องถิ่นในต่างประเทศ และ สถานการณ์การกระจายอำนาจในประเทศไทย ตอนที่ 2 เป็นการทบทวนการจัดตั้งหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในประเทศต่างๆ เพื่อให้เข้าใจ แนวคิด และ ปัญหาอุปสรรคในการจัดบริการ การคลังสาธารณสุข และบทบาทขององค์กรท้องถิ่นต่อระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศนั้นๆ โดยหวังว่าองค์ความรู้ที่สังเคราะห์ได้ จะเป็นข้อมูลที่สำคัญต่อการกำหนดนโยบาย และการดำเนินงานของการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในประเทศไทยต่อไป	จากการทบทวนองค์ความรู้สรุปได้ว่าการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เป็นสิ่งสำคัญ อย่างมากในการจัดสวัสดิการสังคมด้านสาธารณสุข การกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น ไม่ได้มีความสัมพันธ์โดยตรงต่อการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การมีหลีกประกันสุขภาพถ้วนหน้าสามารถเกิดขึ้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีการกระจายอำนาจ อย่างไรก็ตามการกระจายอำนาจถูกมองว่าเป็นกลวิธีที่สำคัญต่อการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่มีประสิทธิภาพ องค์ความรู้ที่ได้รับสามารถนำมาเป็นข้อเสนอแนะต่อการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในประเทศไทยได้ว่า การสร้างหลักประกันสุขภาพในประเทศไทย ควรได้รับการสนับสนุนให้เป็นนโยบายระดับชาติซึ่งปัจจุบันยังไม่มี หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่สร้างควรเป็นระบบการประกันภาคบังคับ ไม่ใช่การสมัครใจ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดตามมา เช่น การเลือกประกันตนเฉพาะผู้เสี่ยงต่อการเจ็บป่วย (selection bias) เป็นต้น บทบาทขององค์กรท้องถิ่นในด้านสาธารณสุขควรมีการกำหนดให้ชัดเจน ทั้งด้านการจัดบริการและการคลังสาธารณสุข และบทบาทด้านสาธารณสุขควรได้รับความสำคัญไม่น้อยกว่าด้านอื่นๆ การจัดตั้งหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ควรเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ ที่ละขั้นเพื่อลดแรงต่อต้านจากทั้งภาครัฐและเอกชน สุดท้ายควรมีการดำเนินการศึกษาวิจัย เพิ่มเติม ในส่วนองค์ความรู้ที่ขาด โดยเฉพาะเชิงการบริหารจัดการ อย่างน้อยควรได้มีองค์ความรู้ว่า องค์กรท้องถิ่นควรมีหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างไรในระบบที่มีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ของประเทศไทย]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[วินัย ลีสมิทธิ์]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[ศุภสิทธิ์ พรรณารุโณทัย]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2544]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9761">
    <dcterms:title><![CDATA[Media no limit : สื่อสร้างได้ไม่จำกัดความแตกต่าง ]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[สื่อประสม]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9762">
    <dcterms:title><![CDATA[ความเป็นธรรมทางสุขภาพระดับครัวเรือน : การสำรวจครัวเรือนรอบที่ 2 และการตรวจร่างกายครั้งที่ 1<br />
]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Health equity at household level : The second wave of household survey and first health examination survey]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[ระบบประกันสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[ระบบบริการสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[เศรษฐศาสตร์สาธารณสุข]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ต้องการสร้างความเป็นธรรมในการเข้าถึงบริการสุขภาพ โดยปัจจัยทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมไม่เป็นอุปสรรคกีดขวาง การศึกษาครั้งนี้เพื่อประเมินผลของนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ในปี 2546 โดยการสำรวจซ้ำครัวเรือนเดิมที่ทำการสำรวจครั้งแรกในปี 2544 ครอบคลุมครัวเรือนประมาณ 4,000 ครัวเรือนในจังหวัดสุโขทัย อุบลราชธานี สมุทรสาคร ภูเก็ต และยังทำการสำรวจสุขภาพด้วยการตรวจร่างกายประชาชนใน 2 อำเภอของจังหวัดสุโขทัย	อัตราการพบครัวเรือนเดิมประมาณร้อยละ 77 และพบสมาชิกครัวเรือนคนเดิมร้อยละ 70 จังหวัดที่พบครัวเรือนเดิมและสมาชิกคนเดิมมากที่สุดคืออุบลราชธานี จังหวัดที่พบต่ำที่สุดคือภูเก็ต ความเป็นธรรมในการมีหลักประกันสุขภาพดีขึ้น คือผู้ไม่มีหลักประกันสุขภาพ ลดจากร้อยละ 8.8 ในปลายปี 2544 เหลือร้อยละ 4.3 ในปี 2546 ประชาชนจังหวัดสมุทรสาครยังคงไม่มีหลักประกันสุขภาพสูงที่สุดคือประมาณร้อยละ 7.5 ความเป็นธรรมด้านสุขภาพวัดด้วยคะแนนสถานะสุขภาพที่ประเมินด้วยตนเองพบว่าเมื่ออายุมากขึ้นคะแนนสุขภาพลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติสำหรับผู้สูงอายุสิทธิบัตรทอง ส่วนผู้สูงอายุสวัสดิการข้าราชการ แม้คะแนนสถานะสุขภาพจะลดลง แต่ก็ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับผู้สูงอายุที่มีสิทธิประกันสังคมมีคะแนนสถานะสุขภาพสูงสุด และคะแนนสุขภาพกลับเพิ่มมากกว่าปีก่อน แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ปัจจัยทำนายคะแนนสถานะสุขภาพ ได้แก่ ปัจจัยด้านบวก: คะแนนสถานะสุขภาพปีก่อน รายได้ที่สูงขึ้น การมีงานทำ เพศชาย ปัจจัยด้านลบ: การเจ็บป่วยในรอบ 2 สัปดาห์ การเป็นโรคเรื้อรัง การต้องนอนโรงพยาบาล อายุ การอยู่จังหวัดอื่นๆ เมื่อเทียบกับภูเก็ต ความเป็นธรรมทางสุขภาพของการเข้าถึงบริการส่งเสริมสุขภาพยังแตกต่างกัน แม้การรับบริการโดยรวมจะต่ำมาก ตัวแปรทำนายการใช้บริการส่งเสริมสุขภาพมากขึ้นได้แก่ อยู่ในเขตเมือง อายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป เพศหญิง การศึกษาชั้นมัธยมขึ้นไป และสิทธิข้าราชการ แต่การมีสถานะสุขภาพปีก่อนอยู่ในระดับดี-ดีมาก ทำให้การใช้บริการส่งเสริมสุขภาพลดลง ความเป็นธรรมของการรับบริการของผู้ป่วยเรื้อรัง พบว่า ปัจจัยอธิบายพฤติกรรมรับบริการของผู้มีโรคเรื้อรังเปรียบเทียบการสำรวจ 2 รอบ ได้แก่ อายุเพิ่มขึ้นทำให้ประสบการณ์เลือกวิธีไม่รักษา ดูแลตนเอง และใช้ภาครัฐมากขึ้น ผู้มีการศึกษาระดับประถมศึกษาเลือกดูแลตนเองและใช้บริการภาครัฐมากขึ้น ระดับมัธยมศึกษาใช้เอกชนมากขึ้น น่าสังเกตว่าผู้มีสิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรค เลือกไม่รักษา ดูแลตนเอง และใช้เอกชนเพิ่มขึ้น แต่ใช้ภาครัฐลดลง ผู้มีสิทธิข้าราชการก็ใช้บริการเอกชนมากขึ้น ผู้เป็นโรคเบาหวานเลือกวิธีรักษาที่รัฐและเอกชนมากขึ้น ส่วนการคลังสุขภาพ การจ่ายเงินเองเฉพาะผู้มีโรคเรื้อรัง การสำรวจรอบสองมีลักษณะถดถอยต่อรายได้ลดลงกว่ารอบแรก	การตรวจร่างกายผู้มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป มีผู้รับการตรวจร้อยละ 51 ของผู้ที่ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์ครัวเรือนใน 2 อำเภอของจังหวัดสุโขทัย คะแนนสถานะสุขภาพมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับลักษณะเม็ดเลือดแดง ผู้ที่สงสัยว่าเป็นโรคธาลัสซีเมีย มีคะแนนสถานะสุขภาพต่ำกว่า ความตรงกันของการให้ประวัติและการตรวจพบโรคความดันเลือดสูง อยู่ในระดับปานกลาง (Kappa 0.40, p=0.00) และโรคเบาหวานอยู่ในระดับสูง (Kappa 0.78, p=0.00) คะแนนสถานะสุขภาพของผู้ไม่เป็นโรคเรื้อรังสูงกว่าผู้เป็นโรคเรื้อรังอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติการสำรวจครัวเรือนเดิมมีอัตราค้นพบครัวเรือนเดิมอยู่ในระดับค่อนข้างสูง แต่อัตราการมาตรวจร่างกายอยู่ในระดับปานกลาง การใช้วิธีวิจัยเช่นนี้ จึงต้องพิจารณาเป็นอย่างยิ่งถึงคุณค่าเพิ่มของวิธีวิจัยแต่ละชนิด]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[ศุภสิทธิ์ พรรณารุโณทัย]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[ดิเรก ปัทมสิริรัฒน์]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[สุกัลยา คงสวัสดิ์]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2547]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9763">
    <dcterms:title><![CDATA[ดัชนีเศรษฐศาสตร์มหภาคเพื่อวัดความเป็นธรรมทางการคลังและการใช้บริการสาธารณสุขระหว่างปี 2529-2541]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Macro-economic indices for measuring equity in health finance and delivery 1986-1998]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[เศรษฐศาสตร์การแพทย์]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[การบริหารสาธารณสุข]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[ดัชนีเศรษฐมหภาคเพื่อวัดความเป็นธรรมทางการคลังและการใช้บริการสาธารณสุข ระหว่างปี 2529-2541	เมื่อนโยบายสาธารณสุขวางไว้อย่างชัดเจนว่าต้องการบรรลุความเป็นธรรมทางสุขภาพ ดัชนีวัดความเป็นธรรมก็จะมีความสำคัญในการเฝ้าติดตามเป้าหมายของนโยบาย กระแสความตื่นตัวด้านความเป็นธรรมทางสุขภาพมีอย่างน้อย 3 ทาง ได้แก่ กระแสทางสาธารณสุขศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และสังคมศาสตร์ ในที่นี้ เสนอการใช้ดัชนีทางเศรษฐศาสตร์มหภาค เพื่อเฝ้าติดตามความเป็นธรรมทางสุขภาพ ซึ่งมีทั้ง 2 มิติ คือ ความเป็นธรรมของการคลังสุขภาพ และความความเป็นธรรมของการใช้บริการ การตีค่าความเป็นธรรมของการคลังคือ การจ่ายตามกำลังความสามารถ ดัชนีคัควานีความก้าวหน้าของแหล่งการคลัง จะสะท้อนว่า วิธีทางการคลังนั้น มีความก้าวหน้าหรือถดถอยต่อรายได้ ถ้าถดถอยต่อรายได้แสดงว่า ไม่ได้เป็นไปตามหลักการจ่ายตามกำลังความสามารถ ส่วนการตีค่าความเป็นธรรมของการใช้บริการคือได้รับบริการตามความจำเป็นทางสุขภาพ ผู้ใดที่เจ็บป่วยมาก ผู้นั้นควรได้รับบริการสุขภาพมากกว่า ดัชนีการกระจายของการเจ็บป่วยและการใช้บริการ จะนำมาวัดความเป็นธรรมของการใช้บริการสุขภาพใช้ข้อมูลการสำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือนและการสำรวจอนามัยและสวัสดิการครัวเรือนของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระหว่างปี 2529-2541 เป็นหลักในการคำนวณดัชนีดังกล่าว เพื่อให้เห็นแนวโน้มของความเป็นธรรมทั้งด้านการคลังและการรับบริการ การสำรวจอนามัยและสวัสดิการครัวเรือน ไม่มีตัวแปรรายได้ จึงใช้ตัวแปรการศึกษา อาชีพ และภูมิลำเนาของหัวหน้าครัวเรือน ในการสร้างรายได้ให้ตรงกับข้อมูลรายได้ในการสำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคมผลการศึกษาพบว่า ดัชนีคัควานีของการคลังสุขภาพมีลักษณะถดถอยต่อรายได้โดยตลอด ตั้งแต่ปี 2529-2541 แนวโน้มการถดถอยลดลงจนถึงปี 2539 และกลับเพิ่มขึ้นในปี 2541 การถดถอยเป็นเพราะ ดัชนีจินีของการกระจายรายได้มีความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นในระยะเวลาดังกล่าว นอกจากนี้ โครงสร้างแหล่งการคลังสาธารณะเพื่อการสุขภาพ ทั้งระบบภาษีโดยรวมและระบบประกันสังคม ยังมีลักษณะถดถอยต่อรายได้อยู่ การคลังเอกชนที่มาจากการเก็บเงิน ณ จุดรับบริการ มีลักษณะถดถอยต่อรายได้อย่างแน่นอน ดัชนีการกระจายของการเจ็บป่วย ส่วนใหญ่จะมีลักษณะถดถอยต่อรายได้ คือ คนจนรายงานว่าเจ็บป่วยมากกว่าคนรวย ส่วนดัชนีการกระจายของการรับบริการสุขภาพ (ตั้งแต่การซื้อยากินเอง ไปสถานีอนามัย คลินิก โรงพยาบาลรัฐและเอกชน) เมื่อเปรียบเทียบกับการเจ็บป่วยแล้ว พบว่า มีลักษณะก้าวหน้าต่อรายได้ คือ คนรวยมีโอกาสใช้บริการสุขภาพมากกว่าคนจน เมื่อเทียบกับการเจ็บป่วยหรือความจำเป็นทางสุขภาพที่เท่ากัน การปรับค่ามาตรฐานเพื่อลดความแตกต่างของตัวแปรโครงสร้างอายุและเพศ ทำให้ลักษณะความไม่เป็นธรรมลดลงเล็กน้อย	ข้อเสนอแนะ ควรวางเป้าหมายในการปรับความเป็นธรรมทางสุขภาพให้ชัดเจน ข้อสรุปที่ชัดเจนจากการวิจัยนี้คือ ความไม่เป็นธรรมของการคลังสุขภาพ ควรจะลดลงด้วยการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมมากขึ้น ระบบภาษีและเบี้ยประกันสังคมที่ก้าวหน้า ลดสัดส่วนของการจ่ายเงิน ณ จุดรับบริการ ส่วนความเป็นธรรมของการรับบริการให้ปรับระบบข้อมูลให้มีความตรงมากยิ่งขึ้น]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[ศุภสิทธิ์ พรรณารุโณทัย]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2544]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9764">
    <dcterms:title><![CDATA[การศึกษาเครื่องชี้วัดคนไทยสุขภาพดี]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[The study of healthy Thai indicators]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[พฤติกรรมสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[สุขภาพ--ไทย]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[การศึกษาเพื่อพัฒนาเครื่องชี้วัดคนไทยสุขภาพดี มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือการสร้างภาพลักษณ์ของคนไทยที่มีสุขภาพดีพร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และพฤติกรรมที่จะนำไปสู่การมีสุขภาวะในช่วงอายุต่อๆไปด้วยรวมทั้งการพัฒนาเครื่องชี้วัดที่จะวัดคุณสมบัติเหล่านี้ด้วย การพัฒนาได้เริ่มจากการศึกษาปัญหาสุขภาพที่สำคัญในแต่ละกลุ่มอายุของคนไทย ปัจจัยเสี่ยงหรือสาเหตุของปัญหาและปัจจัยคุ้มครองซึ่งได้สร้างเป็นเกณฑ์และเครื่องชี้วัดคนไทยสุขภาพดีตามอายุและเพศ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่สนับสนุนสภาวะสุขภาพด้วย จากนั้นขอความเห็นและข้อแนะนำจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆที่เกี่ยวข้องรวม 32 ท่าน รวมทั้งเสนอต่อกลุ่มต่างๆในชุมชน เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ, กลุ่มแม่บ้าน, ผู้นำชุมชน ฯลฯ เพื่อรับฟังความคิดเห็น และนำมารวบรวมเป็นเกณฑ์และเครื่องชี้วัดคนไทยสุขภาพดีในกลุ่มอายุตั้งแต่ วัยทารกและก่อนวัยเรียน (0-5 ปี) วัยเรียน (6-12 ปี) วัยรุ่น (13-18 ปี) วัยทำงาน (19-59 ปี) และวัยสูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่สนับสนุนการมีสุขภาพดี คือคู่ครอง ครอบครัว โรงเรียน สถานที่ทำงานและชุมชน ได้นำเครื่องชี้วัดไปทดสอบความแม่นตรง และความเชื่อถือได้ พบว่าสามารถให้ความแม่นตรงในด้าน Content และ Constructed validity และมีความเชื่อถือได้อยู่ในระดับ 0.8 – 0.9 จากนั้นได้ปรับเครื่องชี้วัดเป็นแบบสอบถามเพื่อนำไปประเมินสุขภาวะของประชากรในจังหวัด 4 ภาคของประเทศไทย คือ กรุงเทพมหานคร, น่าน, สระแก้ว, อำนาจเจริญ และยะลา รวมประชากรที่สำรวจ 13,803 คน ใน 3919 ครอบครัว ผลการสำรวจในภาพรวมแสดงให้เห็นว่าประชาชนไทยในทุกกลุ่มอายุมีสุขภาพด้านกายภาพรวมทั้งการได้รับบริการตรวจรักษาอยู่ในระดับใช้ได้ แต่ระดับสติปัญญา (IQ) ในเด็กนักเรียนประมาณครึ่งหนึ่ง ยังอยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐาน นอกจากนี้ด้านพฤติกรรมอนามัย และพฤติกรรมที่ลดความเสี่ยงจากอุบัติภัย ยังมีประชากรในสัดส่วนที่น้อย (ร้อยละ 30 – 40) ที่ปฏิบัติได้อย่างครบถ้วนถูกต้อง ด้านความฉลาดทางอารมณ์มีแนวโน้มว่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับ ความรับผิดชอบ ความพอใจในชีวิต และความสุขสงบทางใจ ในเด็กก่อนวัยเรียน (3 ขวบขึ้นไป) มีประมาณร้อยละ 30 ที่เริ่มใช้ความรุนแรงคือการรังแกเพื่อนและทำร้ายสัตว์ต่างๆ เป็นประจำซึ่งสอดคล้องกับครอบครัวร้อยละ 40 ที่ยอมรับว่ามีการใช้ความรุนแรงทางวาจาหรือทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันอยู่ ในโรงเรียนมีการสอนทักษะชีวิตในการแก้ปัญหา การปฏิเสธโดยไม่ใช้ความรุนแรงเพียงร้อยละ 58.8 ของโรงเรียนทั้งหมด ในสถานที่ทำงานมีเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่ร้านค้าในสถานที่นั้นๆไม่จำหน่ายบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สำหรับชุมชนด้านกายภาพ เช่นถนน สาธารณูปโภคมีความครอบคลุม ร้อยละ 80 ขึ้นไป แต่ที่ยังพบน้อยคือระบบป้องกันอุบัติภัย การรักษาความปลอดภัยและสถานที่พักผ่อนหย่อนใจร่วมกันของชุมชน	ผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่า เครื่องชี้วัดเหล่านี้สามารถแสดงสถานะสุขภาพในทางบวกของชุมชนได้ในระดับหนึ่งแต่ยังต้องการการศึกษาวิจัยต่อไปถึงความสามารถในการทำนายสุขภาพ (Predictive validity) และการปรับการวัดให้เป็นเชิงองค์รวมมากขึ้น นอกจากนี้กลุ่มผู้วิจัยยังได้ปรับเครื่องชี้วัดให้สั้นและง่ายขึ้นเหมาะสำหรับการใช้โดยประชากรหรือองค์กรชุมชนเพื่อประเมินสุขภาวะได้ด้วยตนเอง]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์...[และคนอื่นๆ]]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2548]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9765">
    <dcterms:title><![CDATA[การควบคุมกำกับและประเมินผลโครงการพัฒนารูปแบบและกลไกรณรงค์เพื่อป้องกันปัญหาเอดส์ในกลุ่มเยาวชน และกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ  (กลยุทธ์ที่ 2: เสริมสร้างศักยภาพและการมีส่วนร่วมของเครือข่ายฯ)]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[โรคเอดส์--การป้องกันและควบคุม]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[ศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการประเมินผล คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[ศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการประเมินผล คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9766">
    <dcterms:title><![CDATA[ความพยายามและความสำเร็จของคณะกรรมการกำหนดระบบบริหารยา เวชภัณฑ์ การเบิกจ่ายค่าตรวจวินิจฉัยและค่าบริการทางการแพทย์]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ...[และคนอื่นๆ]]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description></rdf:RDF>
