<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dcterms="http://purl.org/dc/terms/">
<rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9657">
    <dcterms:title><![CDATA[โครงการคำถามการวิจัยและปัญหาที่ควรได้รับการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับคุณภาพของบริการสุขภาพในประเทศไทย : ระยะที่ 2]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[The research questions on quality and quality improvement in health care Thailand project : Phase 2]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[ระบบบริการสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[บริการทางการแพทย์--การควบคุมคุณภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[บริการสุขภาพ--นโยบาย]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[โครงการวิจัยคำถามการวิจัยและปัญหาที่ควรได้รับการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับคุณภาพของบริการสุขภาพในประเทศไทย นี้ประกอบด้วยการศึกษา 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ซึ่งเป็นการทบทวนประสบการณ์การทำวิจัยด้านคุณภาพของบริการสุขภาพ และการทำข้อเสนอกรอบคำถามของการวิจัยเบื้องต้น และระยะที่ 2 การสำรวจสถานการณ์และข้อคำถามของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะผู้ให้และผู้รับบริการ ต่อคุณภาพของระบบบริการสุขภาพและการพัฒนาคุณภาพในวงกว้างและสรุปกรอบยุทธศาสตร์ของการทำงานวิจัยด้านคุณภาพบริการการดูแลสุขภาพ งานวิจัยนี้เป็นการนำเสนอผลการศึกษาในระยะที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจสถานการณ์ ความมั่นใจและข้อคำถามของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อคุณภาพของระบบบริการสุขภาพและการพัฒนาคุณภาพในวงกว้างซึ่งประเด็นในวงกว้างที่ข้อมูลจากการศึกษาในระยะที่ 1 บ่งชี้ว่ามีความสำคัญ ได้แก่ การสนับสนุนกระบวนการพัฒนาคุณภาพบริการ ความปลอดภัยของผู้ป่วย ความคาดหวังและการได้รับบริการของประชาชนผู้รับบริการ โดยทำการศึกษาเชิงพรรณนาโดยการสำรวจแบบภาคตัดขวางด้วยแบบสอบถามแบบทำด้วยตนเองในกลุ่มผู้ให้บริการทางสุขภาพ และกลุ่มผู้รับบริการที่มารับบริการที่โรงพยาบาลของรัฐและเอกชน 39 โรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชน รวมถึงศูนย์สุขภาพชุมชนและสถานีอนามัยอีก 39 แห่งในพื้นที่ 12 เขต กับกรุงเทพมหานคร ทำการศึกษาเชิงพรรณนาโดยการสำรวจแบบภาคตัดขวางด้วยแบบสอบถามแบบทำด้วยตนเองในกลุ่มผู้เยี่ยมสำรวจคุณภาพของสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล การศึกษาเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ใช้บริการที่ศูนย์สุขภาพ ชุมชนและการศึกษาเชิงพรรณนาโดยการสำรวจแบบภาคตัดขวางผ่านการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยมีระยะเวลาดำเนินการ ระหว่าง มกราคม 2547 ถึง ธันวาคม 2547	ผลการศึกษาพบว่า ได้ประเด็นวิจัยที่น่าสนใจจากมุมมองของผู้ให้บริการสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาคุณภาพ จำนวน 33 ประเด็น ประเด็นที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้ป่วย 40 ประเด็น ประเด็นเกี่ยวกับศูนย์สุขภาพชุมชน 4 ประเด็น นอกจากนี้ยังได้ประเด็นวิจัยที่น่าสนใจจากกลุ่มผู้เยี่ยมสำรวจคุณภาพอีก 12 ประเด็น ซึ่งหลายประเด็นมีความเกี่ยวข้องหรือคล้ายคลึงกันกับประเด็นที่ได้จากกลุ่มผู้ให้บริการสุขภาพ สำหรับกลุ่มผู้รับบริการ พบประเด็นวิจัยที่น่าสนใจ จำนวน 22 ประเด็นทั้งนี้ผลที่ได้เมื่อพิจารณาในภาพรวมพบว่าเป็นรายละเอียดที่สอดคล้องกับผลที่ได้จากการศึกษาในระยะที่ 1]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์...[และคนอื่นๆ]]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2548]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9658">
    <dcterms:title><![CDATA[การสร้างเสริมสุขภาพกําลังพล กรมยุทธบริการทหารและครอบครัว]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Health Promotion in the Support Services Department&#039;s Personel and their Families]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[ทหาร--สุขภาพและอนามัย]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[การสร้างเสริมสุขภาพกำลังพลกรมยุทธบริการทหาร และครอบครัว โครงการสร้างเสริมสุขภาพกำลังพล กรมยุทธบริการทหารและครอบครัว เป็นโครงการนำร่องการวิจัยเชิงปฏิบัติการ วัตถุประสงค์เพื่อหาวิธีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพ สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ และสิ่งแวดล้อมทางสังคม โดยมุ่งหวังให้กำลังพลและครอบครัวมีสุขภาพดีขึ้น สามารถทำงานได้อย่างมีความสุข และปลอดภัย มีครอบครัวที่อบอุ่น และปราศจากปัญหายาเสพย์ติดในชุมชนของตน โดยให้กำลังพล และครอบครัวได้มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมในโครงการให้มากที่สุด มีกำลังพลเข้าร่วมโครงการ 997 คน และสมาชิกในครอบครัวรวม 1,227 คน	การวิจัยโครงการนี้ ทำการประเมินผลโดยเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มเป้าหมาย ๓ กลุ่ม ได้แก่ ผู้บริหาร กำลังพล และ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการแพทย์ที่รับผิดชอบดูแลสุขภาพกำลังพล โดยใช้วิธีตอบแบบสอบถาม สุ่มสัมภาษณ์ และการจัดกิจกรรมเพื่อระดมวิสัยทัศน์หาปัญหา และแนวทางแก้ปัญหาของกำลังพล ร่วมกับการสำรวจสิ่งแวดล้อมทางกายภาพบริเวณสถานที่ทำงาน และที่พักอาศัย รวบรวมวิเคราะห์ข้อมูลหลังการดำเนินโครงการ 1 ปี สามารถทำได้สำเร็จตามขั้นตอนที่กำหนดภายในกรอบระยะเวลาตามแผนทั้ง 18 ขั้นตอน พบการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มเป้าหมายทั้ง 3 กลุ่ม ดังนี้ กำลังพลมีความรู้เกี่ยวกับสุขภาพดีขึ้น พฤติกรรมสุขภาพเปลี่ยนแปลงในด้านดีขึ้น เช่น การสูบบุหรี่เดิมร้อยละ 26.90 ลดลงเหลือร้อยละ 24.82 ผลการตรวจสุขภาพประจำปีมีแนวโน้มดีขึ้น เช่น ผู้มีน้ำหนักเกินร้อยละ 18.21 เหลือร้อยละ 9.43 ผู้เป็นโรคอ้วนเดิมร้อยละ 4.07 เหลือร้อยละ 2.86 ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงเดิมร้อยละ 11.27 เหลือร้อยละ 10.36 ผู้บริหารมีการปรับปรุงด้านสวัสดิการ การป้องกันอุบัติเหตุ และเปลี่ยนแปลงนโยบาย กฎ ระเบียบ ของหน่วยงานที่เอื้อต่อสุขภาพ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการแพทย์ได้ปรับปรุงการบริการเป็นเชิงรุก เพิ่มการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคแทนการตั้งรับส่วนใหญ่รักษาพยาบาลผู้ป่วยอยู่ที่ห้องตรวจโรคเช่นเดิม ผลการวิจัยโครงการนี้สามารถนำมาเผยแพร่ขยายผลใช้เป็นแนวทางสร้างเสริมสุขภาพกำลังพลหน่วยอื่นของกองทัพไทยได้ต่อไป]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[กมลพร สวนสมจิตร]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2543]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9659">
    <dcterms:title><![CDATA[การศึกษาทิศทางการผลิตกำลังคนสายสาธารณสุขภายใต้การผลิตของหน่วยงานสถาบันพระบรมราชชนก]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[สถาบันพระบรมราชชนก]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ<br />
]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9660">
    <dcterms:title><![CDATA[การคุ้มครองผู้บริโภคในระบบประกันสุขภาพของไทย]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Consumer protection system in Thai health insurance]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[การคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[ความปลอดภัยของผู้บริโภค]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[	การพัฒนาระบบการคุ้มครองผู้บริโภคไม่เพียงแต่จะทำให้ประชาชนสามารถใช้บริการสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น กลับจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาคุณภาพบริการในทางอ้อมได้อีกด้วย ในการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประมวลสถานการณ์การคุ้มครองผู้บริโภคในระบบประกันสุขภาพของไทย และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาระบบดังกล่าว โดยที่ระบบประกันสุขภาพที่ศึกษาประกอบด้วยระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า(30 บาทรักษาทุกโรค) ระบบประกันสังคม และระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ โดยมีกรอบการศึกษาเพื่อประเมินในเรื่องสิทธิของประชาชนใน 5 ด้านคือ สิทธิในการเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็น สิทธิในการได้รับบริการที่มีคุณภาพ สิทธิในการได้รับบริการที่ครบถ้วนตามชุดสิทธิประโยชน์ สิทธิในการเข้าร่วมบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพ และสิทธิในการรับรู้ข้อมูลที่จำเป็น วิธีการศึกษาประกอบด้วย การประชุมอภิปรายกลุ่มผู้เกี่ยวข้องเพื่อรวบรวมข้อมูลสถานการณ์และข้อเสนอเชิงนโยบาย การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติโดยใช้แบบสอบถาม การศึกษาเชิงเอกสารเพื่อประมวลข้อมูลที่จำเป็นสำหรับประชาชนในระบบประกันสุขภาพและได้มีการส่งผลการศึกษาเบื้องต้นไปยังผู้แทนภาคประชาชนในคณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพประจำจังหวัดเพื่อให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงรายงานฉบับสมบูรณ์ ในการศึกษาได้ผลที่สำคัญดังนี้ ยังพบว่ามีประชาชนที่ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบประกันสุขภาพเนื่องจากไม่มีหลักฐานการแสดงสิทธิการเป็นคนไทย ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อคุณภาพบริการและยาค่อนข้างน้อยโดยเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องได้รับบริการสุขภาพหรือยาที่มีราคาแพง ประชาชนกลุ่มเฉพาะได้แก่ ผู้พิการ ผู้ติดเชื้อHIV และผู้ป่วยเอดส์ และผู้ใช้แรงงานนอกระบบทางการไม่ได้รับบริการที่ครบถ้วนตามที่กำหนดในชุดสิทธิประโยชน์ระบบฐาน ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับประชาชนยังไม่เพียงพอ และระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหาร จัดการระบบประกันสุขภาพอยู่ในระดับต่ำ ในการศึกษามีข้อสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญได้แก่ 1. การเร่งตรวจสอบเพื่อหากลุ่มคนที่ยังเข้าไม่ถึงระบบประกันสุขภาพเนื่องจากขาดหลักฐานแสดงสิทธิโดยร่วมมือกับภาคประชาชนและองค์กรเอกชนในการค้นหากลุ่มคนดังกล่าว และในระหว่างนี้การให้บริการแก่คนเหล่านี้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้จึงจำเป็นต้องมีการจัดสรรงบประมาณไปช่วยเหลือกลุ่มสถานพยาบาลเหล่านี้ 2. เร่งการประเมินและพัฒนาสถานพยาบาลในทุกระดับทั้งของรัฐและเอกชน 3. ประชาชนต้องเข้าร่วมในการบริหารจัดการในทุกระดับ ตั้งแต่การกำหนดนโยบาย การบริหารจัดการระบบโดยทำหน้าที่เป็นผู้ซื้อบริการระดับท้องถิ่น เข้าร่วมในคณะกรรมการบริหารสถานพยาบาล การเป็นผู้ให้บริการโดยเฉพาะบริการด้านการส่งเสริมสุขภาพ การติดตามตรวจสอบคุณภาพบริการ ความครบถ้วนของบริการตามชุดสิทธิประโยชน์ การจัดการข้อร้องเรียน การเผยแพร่ข้อมูลที่จำเป็นให้กับประชาชนโดยเฉพาะในเขตพื้นที่ห่างไกล โดยรัฐสนับสนุนการรวมกลุ่มของประชาชนในชุมชนให้เป็นผู้ทำหน้าที่ดังกล่าว 4. ข้อมูลที่จำเป็นที่จะต้องเผยแพร่สู่ประชาชนได้แก่ ข้อมูลในการเลือกสถานพยาบาล ข้อมูลในการตัดสินใจรับบริการการแพทย์ และข้อมูลเพื่อเพิ่มความรู้ความเข้าใจในระบบประกันสุขภาพและการใช้บริการที่ถูกต้อง]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[ยุพดี ศิริสินสุข]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2549]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9661">
    <dcterms:title><![CDATA[คู่มือการสร้างเสริมสุขภาพกําลังพล]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[ทหาร--สุขภาพและอนามัย]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[การสร้างเสริมสุขภาพกำลังพลกรมยุทธบริการทหาร และครอบครัว โครงการสร้างเสริมสุขภาพกำลังพล กรมยุทธบริการทหารและครอบครัว เป็นโครงการนำร่องการวิจัยเชิงปฏิบัติการ วัตถุประสงค์เพื่อหาวิธีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพ สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ และสิ่งแวดล้อมทางสังคม โดยมุ่งหวังให้กำลังพลและครอบครัวมีสุขภาพดีขึ้น สามารถทำงานได้อย่างมีความสุข และปลอดภัย มีครอบครัวที่อบอุ่น และปราศจากปัญหายาเสพย์ติดในชุมชนของตน โดยให้กำลังพล และครอบครัวได้มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมในโครงการให้มากที่สุด มีกำลังพลเข้าร่วมโครงการ 997 คน และสมาชิกในครอบครัวรวม 1,227 คน	การวิจัยโครงการนี้ ทำการประเมินผลโดยเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มเป้าหมาย ๓ กลุ่ม ได้แก่ ผู้บริหาร กำลังพล และ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการแพทย์ที่รับผิดชอบดูแลสุขภาพกำลังพล โดยใช้วิธีตอบแบบสอบถาม สุ่มสัมภาษณ์ และการจัดกิจกรรมเพื่อระดมวิสัยทัศน์หาปัญหา และแนวทางแก้ปัญหาของกำลังพล ร่วมกับการสำรวจสิ่งแวดล้อมทางกายภาพบริเวณสถานที่ทำงาน และที่พักอาศัย รวบรวมวิเคราะห์ข้อมูลหลังการดำเนินโครงการ 1 ปี สามารถทำได้สำเร็จตามขั้นตอนที่กำหนดภายในกรอบระยะเวลาตามแผนทั้ง 18 ขั้นตอน พบการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มเป้าหมายทั้ง 3 กลุ่ม ดังนี้ กำลังพลมีความรู้เกี่ยวกับสุขภาพดีขึ้น พฤติกรรมสุขภาพเปลี่ยนแปลงในด้านดีขึ้น เช่น การสูบบุหรี่เดิมร้อยละ 26.90 ลดลงเหลือร้อยละ 24.82 ผลการตรวจสุขภาพประจำปีมีแนวโน้มดีขึ้น เช่น ผู้มีน้ำหนักเกินร้อยละ 18.21 เหลือร้อยละ 9.43 ผู้เป็นโรคอ้วนเดิมร้อยละ 4.07 เหลือร้อยละ 2.86 ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงเดิมร้อยละ 11.27 เหลือร้อยละ 10.36 ผู้บริหารมีการปรับปรุงด้านสวัสดิการ การป้องกันอุบัติเหตุ และเปลี่ยนแปลงนโยบาย กฎ ระเบียบ ของหน่วยงานที่เอื้อต่อสุขภาพ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการแพทย์ได้ปรับปรุงการบริการเป็นเชิงรุก เพิ่มการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคแทนการตั้งรับส่วนใหญ่รักษาพยาบาลผู้ป่วยอยู่ที่ห้องตรวจโรคเช่นเดิม ผลการวิจัยโครงการนี้สามารถนำมาเผยแพร่ขยายผลใช้เป็นแนวทางสร้างเสริมสุขภาพกำลังพลหน่วยอื่นของกองทัพไทยได้ต่อไป]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[กมลพร สวนสมจิตร]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2543]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9662">
    <dcterms:title><![CDATA[ระบบสารสนเทศแบบคอมพิวเตอร์ในโรงพยาบาลและคุณภาพการดูแลรักษาผู้ป่วย]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Computerized information system in hospital and quality of care]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[ระบบบริการสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[ปัจจุบันมีการนำเอาคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในกระบวนการดูแลรักษาและให้บริการใน โรงพยาบาลต่างๆในประเทศไทย เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการจัดทำรายงานประกอบการเบิกจ่ายงบประมาณตามโครงการประกันสุขภาพต่างๆ โดยที่ยังไม่แน่ชัดว่ามีความสัมพันธ์กับคุณภาพการดูแลรักษาผู้ป่วยซึ่งกำลังได้รับความสำคัญมากน้อยเพียงใดการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการใช้ระบบสารสนเทศแบบคอมพิวเตอร์และคุณภาพการดูแลรักษาผู้ป่วย โดยได้แบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ 1.การทบทวนเอกสารทางวิชาการต่างๆที่เกี่ยวข้อง 2.การสำรวจข้อมูลโรงพยาบาลทั่วประเทศ 3.การศึกษามุมมองของผู้เกี่ยวข้อง และ 4.การวิเคราะห์เชิงลึกระบบที่ได้รับความนิยม	ประเด็นสำคัญที่ได้จากการศึกษา พบว่าโรงพยาบาลในประเทศไทยกว่าร้อยละ 80 โดยเฉพาะโรงพยาบาลขนาดใหญ่และโรงพยาบาลเอกชน ได้นำเอาคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการรายงานเป็นสำคัญ ปัจจุบันมีการใช้ระบบอย่างน้อย 44 ชนิดที่แตกต่างกันและไม่สามารถเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากนัก การลงทุนเป็นจำนวนมหาศาลในเรื่องระบบสารสนเทศแบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลต่างๆ ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจะมีความคุ้มค่ามากน้อยเพียงใด เมื่อเทียบกับปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบสุขภาพ ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงความเสี่ยงทางคลินิกต่อผู้ป่วยที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้คอมพิวเตอร์ปัญหาสำคัญที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขปรับปรุง ได้แก่ ความไม่พร้อมของระบบ โดยเฉพาะทรัพยากรบุคคล ทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ ในขณะที่ระบบที่มีอยู่ยังไม่สามารถจัดการได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากนัก นอกจากนี้ หน่วยงานส่วนกลางหลายแห่งยังมีปัญหาในการประสานงาน ผู้ให้บริการจึงยังคงต้องจัดการแก้ไขปัญหาด้วยตนเองภายใต้ข้อจำกัดในเรื่องทรัพยากรและความเข้าใจ]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[กฤษณ์ พงศ์พิรุฬห์	]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2548]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9663">
    <dcterms:title><![CDATA[รูปแบบและระบบการจัดบริการสถานเลี้ยงดูเด็กที่มีคุณภาพในประเทศไทย : กรณีพินิจศึกษา]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Forms and systems of quality child care services in Thailand: an indepth case study]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[สถานเลี้ยงเด็ก--ไทย]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[รูปแบบและระบบการจัดบริการสถานเลี้ยงดูเด็กที่มีคุณภาพในประเทศไทย: กรณีพินิจศึกษา	ปัจจุบันหน่วยงานหลายแห่งทั้งภาครัฐและเอกชน ได้จัดให้มีบริการสถานเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยในรูปแบบต่าง ๆ ขึ้นอย่างมากมายทั้งในเมืองและชนบท แต่ยังมีปัญหาด้านคุณภาพมาตรฐานของการจัดการบริการ การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสำรวจสถานเลี้ยงดูเด็กที่ถือว่ามีคุณภาพรูปแบบต่าง ๆ ในประเทศไทย โดยวิเคราะห์เจาะลึกลักษณะการจัดบริการเฉพาะรายกรณี เพื่อนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับรูปแบบการจัดบริการ ระบบการดำเนินงาน และปัจจัยกำหนดคุณภาพบริการ 2) ศึกษาเกณฑ์การประเมินคุณภาพสถานเลี้ยงดูเด็กของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดบริการสถานเลี้ยงดูเด็ก ทั้งภาครัฐและเอกชน เปรียบเทียบกับเกณฑ์ของต่างประเทศ เพื่อวิเคราะห์หาเกณฑ์ คุณภาพสถานเลี้ยงดูเด็กที่เหมาะสมภายใต้บริบทของสังคมไทย การเก็บรวบรวมข้อมูลกระทำโดยการสัมภาษณ์ ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงานดูแลเด็ก และผู้ปกครองเด็ก รวมทั้งการสังเกตพัฒนาการเด็ก พฤติกรรมของผู้ดูแลเด็ก และสภาพแวดล้อมของสถานเลี้ยงดูเด็ก ประกอบการบันทึกวิดีทัศน์สถานเลี้ยงดูเด็กที่มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานของหน่วยงานที่รับผิดชอบ จำนวน 20 แห่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และส่วนภูมิภาค ที่ให้บริการแก่เด็กปฐมวัย อายุ 0-6 ปี สังกัดภาครัฐและภาคเอกชน ผลการศึกษาวิจัยพบว่า รูปแบบและระบบการจัดบริการสถานเลี้ยงดูเด็กที่มีคุณภาพ มีรูปแบบการจัดบริการที่หลากหลาย สถานบริการที่ดีมีคุณภาพส่วนใหญ่จะมีระบบบริหารจัดการที่ดีมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการจัดการการเงินอย่างมีแบบแผน และตรวจสอบได้ การจัดบุคลาการที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับงาน โดยบุคลากรได้รับการฝึกอบรมด้านเด็กปฐมวัย บุคลากรมีความรับผิดชอบต่องานสูง และมีความพึงพอใจในงาน มีระบบการจัดบริการดูแลเด็กและกิจกรรมที่เหมาะสมสำหรับเด็กแต่ละวัย ฯลฯ ในการปรับปรุงคุณภาพของสถานบริการเลี้ยงดูเด็ก หน่วยงานต่าง ๆ เกือบทุกสังกัดได้กำหนดมาตรฐานคุณภาพของหน่วยงานขึ้นมาเพื่อประเมินคุณภาพการจัดบริการสถานเลี้ยงดูเด็กในสังกัด ซึ่งพบว่า ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการกำหนดมาตรฐานและตัวชี้วัดในด้านปัจจัยและด้านกระบวนการพัฒนาเด็กมากกว่าด้านผลผลิตคือพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก ทั้งนี้เมื่อพิจารณาเกณฑ์มาตรฐานของต่างประเทศ ควรมีการเพิ่มเติมเกณฑ์มาตรฐานของไทยบางประเด็น ได้แก่ การกำหนดปรัชญาและเป้าหมายการพัฒนาเด็กที่ชัดเจน การให้ความสำคัญกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับเด็ก ครูกับผู้ปกครอง และระหว่างบุคลากรด้วยกัน การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง และการคุ้มครองป้องกันการล่วงละเมิดทางร่างกายและเพศ เป็นต้น รวมทั้งให้มีการจัดทำเกณฑ์คุณภาพมาตรฐานขั้นต่ำของการจัดบริการเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก พร้อมตัวชี้วัด เพื่อนำไปสู่การประกันคุณภาพสถานเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคตต่อไป]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[กุศล สุนทรธาดา]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[จิตตินันท์ เดชะคุปต์]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2544]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9664">
    <dcterms:title><![CDATA[คือความดีงาม : โครงการถอดบทเรียนการปรับที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อม เพื่อเพิ่มสมรรถนะคนพิการและผู้สูงอายุ จากนโยบายสู่การปฏิบัติ ]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[ที่อยู่อาศัย]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ<br />
]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9665">
    <dcterms:title><![CDATA[การขับเคลื่อนขบวนการปฏิรูประบบสุขภาพด้วยกลไกสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2546]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[National health assembly 2003 : A reform mechanism and movement in practice]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[การปฏิรูประบบสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[ระบบบริการสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[การศึกษาการขับเคลื่อนขบวนการปฏิรูประบบสุขภาพด้วยกลไกสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2546 เป็นการบันทึกปรากฏการณ์ในการจัดเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในฐานะที่เป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนแปลงบริบทของการมีส่วนร่วมในกระบวนการทางกฎหมายและนโยบายที่มีผลต่อสุขภาพของคนทั้งประเทศ การศึกษานี้รายงานปรากฏการณ์เฉพาะที่เกิดขึ้นในเวทีสมัชชาสุขภาพ และสะท้อน ภาพของสมัชชาสุขภาพ ในฐานะที่เป็นกลไกในการปฏิรูป (Reform Mechanism) ว่า มีรูปแบบ รายละเอียดเป็นอย่างไร เนื่องจากตามหลักการแล้ว การจัดสมัชชา ในลักษณะดังกล่าวเป็นนวัตกรรมทางสังคม ที่สร้างให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ เป็นเวทีทางสังคมมากกว่าเวทีการมีส่วนร่วมทางการเมือง ผลจากการรวมตัวกันของคนในหลายภาคี (partners) หลายกลุ่มที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชน วิชาชีพ วิชาการ การเมือง สื่อและสังคมทั่วไปอาจมีประโยชน์ในเชิงนโยบาย หรือทางการเมืองในบางส่วนที่เกี่ยวข้อง การจัดสมัชชานี้ไม่อาจถือว่าเป็นการประชุมเชิงวิชาการ หรือประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ แต่เป็นกระบวนการที่สร้างสรรค์ ที่พยายามให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน จากฐานความคิดที่แตกต่าง จากพื้นฐานทางเศรษฐกิจ สังคม องค์ความรู้ และพื้นฐานในวิชาชีพที่หลากหลาย การศึกษานี้ได้สะท้อนให้เห็นรูปแบบ กระบวนการสร้างศักยภาพระหว่างกลุ่มบุคคล ด้วยวิธีการศึกษาแบบสังเกตการณ์และบันทึกผ่านการศึกษาเชิงมานุษยวิทยาภาพสะท้อนของการจัดสมัชชานั้น ยังแสดงให้เห็น ความเป็นตัวแทนของการปฏิรูปสุขภาพ (Reform Representative) โดยเฉพาะ การแสดงให้เห็นถึงมิติของการสร้างสุขภาพที่หลากหลาย ที่สะท้อนมุมมองใหม่เกี่ยวกับสุขภาพ ที่มีทั้งกาย จิต สังคม และ จิตวิญญาณ (ปัญญา) การมีจิตสำนึกต่อสุขภาวะของบุคคลและสังคมส่วนร่วม ความเคารพในสิทธิทางสุขภาพของผู้เข้าร่วมเวที และ ความตระหนักถึงความหลากหลายของผู้คน ที่เข้ามาสู่การเรียนรู้ร่วมกันอย่างสมานฉันท์และด้วยวิธีการแบบสันติวิธี สมัชชาสุขภาพนี้มีความแตกต่างไปจากสมัชชาอื่นๆ ที่มีความเป็นสากล เป็นทางการ และมุ่งเน้นให้เกิดฉันทามติบางประการ ในขณะที่สมัชชาสุขภาพนี้เป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การมีส่วนร่วมในหลากหลายรูปแบบ	]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[สุวจี กู๊ด]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2546]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9666">
    <dcterms:title><![CDATA[รายงานการวิจัย เรื่อง ระบบกลไก และประสิทธิภาพของสถานเลี้ยงดูเด็กของภาครัฐและเอกชนในประเทศไทย]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[The child-center&#039;s system, mechanism, effectiveness and efficiency for both public and private]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[สถานเลี้ยงเด็ก]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[สถานเลี้ยงเด็ก--ไทย]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ทั่วไปคือ เพื่อศึกษา ระบบ กลไกและประสิทธิภาพของสถานเลี้ยงดูเด็กของภาครัฐและเอกชนในปัจจุบัน และมีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อศึกษาว่าระบบและกลไกในโรงเรียนอนุบาล/ศูนย์/สถานเลี้ยงดูเด็ก มีประสิทธิผล และประสิทธิภาพหรือไม่สถานศึกษาดังกล่าวของภาครัฐและเอกชนมีระบบ กลไก ประสิทธิผล และประสิทธิภาพในการดำเนินงานต่างกันมากน้อยเพียงใด	การวิจัยนี้ มี 2 ระยะ ระยะแรกเป็นการสำรวจข้อมูลในระดับกว้าง ซึ่งสุ่มจากโรงเรียนอนุบาล/สถานเลี้ยงดูเด็ก/ศูนย์เด็กทั่วประเทศ ได้ 149 โรง ในจังหวัดต่างๆ 6 จังหวัด คือ กทม. เชียงใหม่ สงขลา ขอนแก่น ชลบุรี และลพบุรี ทำการรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ผู้บริหารหน่วยงานในกรุงเทพฯ 18 คน และผู้บริหารโรงเรียนอนุบาล/สถานเลี้ยงดูเด็ก/ศูนย์เด็ก 149 คน สอบถามด้วยแบบสอบถาม ครู/ผู้ดูแลเด็ก 776 คน ผู้ปกครอง 2,073 คน ได้ผลสรุปเกี่ยวกับสภาพการบริหารจัดการ ความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบ กลไก และผลดำเนินงาน ตลอดจนคุณภาพของเด็ก	การรวบรวมข้อมูลระยะที่สอง เป็นการเจาะลึกเฉพาะ 19 โรง ใน 2 จังหวัดคือ กทม. กับ ลพบุรี โดยรวบรวมข้อมูลด้านการเงินจากโรงเรียน สัมภาษณ์ผู้บริหาร 19 คน สอบถามด้วยแบบสอบถาม ครู/ผู้ดูแลเด็ก 195 คน และผู้ปกครอง 842 คน ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับระบบ กลไก ประสิทธิผล ค่าใช้จ่าย และ ประสิทธิภาพ ดังนี้1.	ในภาพรวม ผลวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้บริหารโรงเรียน/สถานเลี้ยงดูเด็ก/ศูนย์เด็ก จำนวน 149 แห่งทั่วประเทศ พบว่า มีนโยบายและวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเด็ก เพื่อแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง และเพื่อส่งเสริมพัฒนาการให้กับเด็ก ในจังหวัดเชียงใหม่ ขอนแก่น ลพบุรี และชลบุรี จะเน้นที่การเตรียมความพร้อม ส่วนที่กรุงเทพมหานครและสงขลา จะเน้นที่การส่งเสริมพัฒนาการเป็นหลัก ในการจัดการเรียนการสอนถ้าเป็นโรงเรียนอนุบาลจะอิงหลักสูตรของ สปช. หรือ สช. ใช้การรับเข้าไม่จำกัดจำนวน ยกเว้นที่จังหวัดลพบุรี การวัด-ประเมินผลใช้การสังเกตเป็นหลัก การแก้ปัญหาเด็กอาศัยความร่วมมือกับผู้ปกครอง ส่วนใหญ่ขาดแคลนสื่อ อุปกรณ์ ยกเว้นจังหวัดสงขลา ในด้านจำนวนครู/ผู้ดูแลเด็กมีจำนวนเพียงพอแต่ขาดคุณภาพ ซึ่งจำนวนหนึ่งไม่ได้จบมาโดยตรงและยังคงมีปัญหาเรื่องการประสานกับชุมชน	ผลวิเคราะห์ข้อมูลจากครู/ผู้ดูแลเด็กและผู้ปกครอง พบว่า ครู/ผู้ดูแลเด็กมีลักษณะเด่นคือมีมนุษยสัมพันธ์ มีการเตรียมสอนและมีการสอนที่เป็นระบบ สิ่งที่เป็นปัญหาคือ จำนวนและคุณภาพของครูและผู้ดูแลเด็ก งบประมาณ และการสนับสนุนจากผู้บริหารและผู้ปกครอง2.	ในภาพย่อย 19 แห่ง สรุปได้ว่า	(1) ความคิดเห็นของผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับระบบ กลไก และประสิทธิผล จากกรณีศึกษา 19 แห่ง มีผู้ให้ความคิดเห็นว่า 9 แห่ง (ร้อยละ 47.36) มีระบบ กลไก และประสิทธิผลดี	(2)	การเปรียบเทียบ ระบบ กลไก และประสิทธิผล ระหว่างโรงเรียน/สถานเลี้ยงดูเด็ก/ศูนย์เด็กของรัฐกับเอกชน สรุปได้ว่า ของเอกชนดีกว่ารัฐ โดยเป็นของเอกชน 6 ใน 9 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 66.67 และของรัฐ 3 ใน 10 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 30	(3)	การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของโรงเรียน/สถานเลี้ยงดูเด็ก/ศูนย์เด็กของรัฐกับ เอกชน สรุปได้ว่า ของรัฐมีประสิทธิภาพมากกว่าของเอกชน]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[อุทุมพร จามรมาน]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[จีระพันธุ์ พูลพัฒน์]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2544]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description></rdf:RDF>
