<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dcterms="http://purl.org/dc/terms/">
<rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9336">
    <dcterms:title><![CDATA[คู่มือการให้บริการวิชาการและบุคลากรทางการกีฬา นันทนาการ และวิทยาศาสตร์การกีฬา]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[บริการสารสนเทศ<br />
บุคลากรทางการกีฬา]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[สถาบันพัฒนาบุคลากร กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันพัฒนาบุคลากร กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา]]></dcterms:source>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9337">
    <dcterms:title><![CDATA[โครงการวิจัย : การค้นหาแนวคิดเรื่องสิทธิและความเป็นธรรมในสุขภาพจากมุมมองทางสังคมและวัฒนธรรมเพื่อการปฏิรูปการดูแลสุขภาพในประเทศไทย]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Persuit of rights and equity in health : social and cultural perspectives for health care reform in Thailand]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ<br />
]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[เศรษฐศาสตร์การแพทย์]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[การค้นหาแนวคิดเรื่องสิทธิและความเป็นธรรมในสุขภาพจากมุมมองทางสังคมและวัฒนธรรมเพื่อการปฏิรูปการดูแลสุขภาพในประเทศไทย	การค้นหาแนวคิดเกี่ยวกับสิทธิและความเป็นธรรมทางสุขภาพ จากมุมมองของสังคมและ วัฒนธรรมไทย เป็นงานวิจัยที่พยายามทำความเข้าใจ ประการแรก เกี่ยวกับการรับรู้และ การให้ความหมาย ของคำว่า สิทธิสุขภาพ และความเป็นธรรมทางสุขภาพ ในกลุ่มประชากรต่างๆ ในประเทศไทยว่าเป็นอย่างไร โดยให้ประชาชน เป็นผู้แสดงมโนทัศน์ และทัศนะร่วมกันจากมุมมอง ในฐานะที่เป็นผู้แทนชาวบ้านกลุ่มอื่นๆ ในภูมิภาคของตน การแสดงความคิดเห็น สร้างกรอบความคิด และ การตีความร่วมกันนี้ได้มาจากกระบวนการกาสัมภาษณ์กลุ่ม (focus group) ประการที่สอง งานวิจัยนี้พยายามที่จะให้เกิดความเข้าใจถึงความต้องการ และความคาดหวัง ของประชาชนต่อ การบริการสาธารณสุขในประเทศไทย เพื่อนำความรู้ดังกล่าวมาพิจารณาร่วมในการหาทิศทาง หรือ รูปแบบที่เหมาะสม เพื่อการนำไปใช้ในการปฏิรูปการดูแลสุขภาพ ที่มุ่งไปสู่ความเป็นธรรม โดยสอดคล้อง กับหลักสิทธิมนุษยชน ผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า องค์ความรู้ที่ถ่ายทอดมาจากการ คิดร่วมกันของประชาชน จะเป็นข้อมูลสำคัญในการกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาและปฏิรูป ระบบสาธารณสุขต่อไป	จากการวิจัยครั้งนี้ทำให้ทราบว่ากลุ่มประชาสังคมและองค์กรของประชาชนที่มีอยู่ในปัจจุบัน ในแต่ละภูมิภาค ยังไม่มีความตื่นตัวในเรื่องของสิทธิสุขภาพเท่าใดนัก และเมื่อพูดถึงสิทธิและความเป็นธรรม แนวคิดของประชาชนยังมีความหลากหลาย บางกลุ่มเน้นสิทธิตามหลักกฏหมาย บางกลุ่มเน้นความสามารถ ในการเลือกกระทำของบุคคล บางกลุ่มจะเน้นสิทธิที่ทั้งบุคคลและชุมชน พึงมี พึงเป็น พึงได้ ส่วนอีกมุมมองหนึ่งมองว่าสิทธิเป็นเรื่องของสังคม (social) ของส่วนรวม (public) และ วัฒนธรรม ที่พึงปฏิบัติตามประเพณี ตามแนวทางของความถูกต้องที่วางไว้ในหลักพุทธศาสนา ซึ่งในกรณีนี้เห็นได้ชัด ในกลุ่มองค์กรประชาชน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ และในบางกรณี จะไม่แยกคำว่าสิทธิออกจากหน้าที่ ประชาชนส่วนใหญ่ยังเห็นว่า สถานการณ์ทางสังคมปัจจุบันนั้น ประชาชนไม่มีสิทธิที่จะเข้าไปกำหนดสิทธิของตน ส่วนความเป็นธรรมนั้น เป็นเรื่องที่เป็นนามธรรม มักจะแยกไม่ออกกับคำว่า ชอบธรรม โดยที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังตีความ หมายเหมือนกับคำว่าเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะเรื่องการไม่ได้รับการบริการทางการแพทย์อย่าง เท่าเทียมกัน มีการเลือกปฏิบัติ ระหว่างคนมี กับคนยากจน จากเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ นั่นหมายถึง การปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ตามที่องค์กรประชาชนส่วนใหญ่มอง	สิทธิสุขภาพที่ผู้ให้สัมภาษณ์มักจะให้ความหมายคือ สิทธิที่เกี่ยวข้องกับการบริการดูแลรักษาพยาบาล สิทธิที่จะมีสุขภาพดี สิทธิที่เกี่ยวกับการส่งเสริมการมีสุขภาพดี สิทธิสุขภาพในฐานะที่เป็น สิทธิมนุษยชน เป็นสิทธิพื้นฐาน และสิทธิที่จะได้รับรู้ข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพของตน ปัญหาที่องค์กรประชาชนพบ ในเรื่องของความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพนั้น เป็นเรื่องของการถูกเลือก ปฏิบัติจากทางเจ้าหน้าที่ของสถานพยาบาล และแพทย์ โดยเฉพาะในเรื่องของชนชั้น ที่ประชาชนถูกมองว่าเป็นชนชั้นที่ด้อยกว่า และไม่มีสิทธิ ที่จะรู้หรือเรียกร้องจากผู้มีอำนาจได้]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[สุวจี จันทร์ถนอม-กู๊ด]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2543]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9338">
    <dcterms:title><![CDATA[ชุมชนร่วมสร้างสุขภาพเด็ก 0-12 ปี บ้านน้ำคา หมู่ที่ 1 ตำบลพญาแก้ว อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน<br />
]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Community participation for health promotion 0-12 year old in Namka village, Payakaew sub district, Chiangkhang district, Nan	]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[การส่งเสริมสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[อนามัยเด็ก, บริการ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[อนามัยชุมชน, บริการ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[โครงการวิจัยชุมชนร่วมสร้างสุขภาพเด็ก 0-12 ปี หมู่บ้านน้ำคา หมู่ที่ 1 ตำบลพญาแก้ว อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน มีวัตถุประสงค์ 4 ประการ คือ 1. เพื่อแก้ไขปัญหาภาวะเด็กขาดสารอาหาร ในเด็ก 0 – 5 ปีของบ้านน้ำคา ระดับ 1 ไม่เกินร้อยละ 5 และระดับ 2 ไม่มี ภายใน ปี 25462. เพื่อแก้ไขปัญหาภาวะทันตสุขภาพ ในเด็ก 0 –12 ปี ของบ้านน้ำคา ไม่เกินร้อยละ 30 ภายในปี 25463 เพื่อให้ได้รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพเด็ก 0 – 12 ปีที่เหมาะสมสำหรับชุมชนบ้านน้ำคา4. เพื่อศึกษากระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน ในการแก้ไขปัญหาของชุมชน	วิธีการดำเนินการ ทีมสุขภาพอำเภอเชียงกลาง ( Health team ) ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ต่างๆ เช่น แพทย์ พยาบาล นักวิชาการสาธารณสุข , เภสัชกร , ทันตบุคคลากรในการวิจัยเรื่องชุมชนร่วมสร้างสุขภาพเด็ก 0-12 ปี ที่บ้านน้ำคา โดยชุมชนจะช่วยกันวิเคราะห์หาปัญหาของเด็ก 0-12 ปีในชุมชน รวมทั้งหาแนวทางแก้ปัญหา ดำเนินการแก้ปัญหา ควบคุมกำกับติดตามโดยชุมชนเอง โดยทีมสุขภาพอำเภอเชียงกลาง คอยเป็นผู้ให้การสนับสนุนในเรื่องวิชาการ และประสานงาน โดยในการดำเนินการครั้งนี้ จะเป็นการประสานงานร่วมกันระหว่างชุมชน โรงเรียน และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงพยาบาล	กิจกรรมที่เกิดขึ้นแบบมีส่วนร่วมของชุมชน ก่อให้เกิดความตระหนักของชุมชน ในการมีส่วนร่วมในการร่วมคิดถึงปัญหา สาเหตุของปัญหา รวมทั้งแนวทางการแก้ปัญหาเด็กขาดสารอาหาร ปัญหาสุขภาพในช่องปากของเด็ก รวมทั้งปัญหาทางด้านสังคมอื่นๆสำหรับเด็ก 0-12 ปี ได้แก่1.การสร้างสิ่งแวดล้อมในชุมชน ตั้งแต่ภายในโรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก รวมทั้งร้านค้าในชุมชน ไม่มีการจำหน่ายอาหารทำลายสุขภาพเด็ก2. มีการสร้างวัฒนธรรมที่ดีในการจัดงานวันครบรอบวันเกิดสำหรับเด็ก โดยไม่มีการจัดเลี้ยงสังสรรค์ แต่จัดให้มีการเข้าวัดทำบุญ และรับเงินถุงขวัญเป็นที่ระลึก3. พี่สอนน้องในการแปรงฟันให้สะอาด รวมทั้งผู้ปกครองให้ความสนใจในการดูแลสุขภาพช่องปากของเด็ก4. ในงานศพ จะไม่มีการเลี้ยงลูกอม กาแฟ เครื่องดื่มทำลายสุขภาพ 5. ชุมชนมีการประกาศแนวทางปฏิบัติของชุมชน รวมทั้งบทลงโทษผู้ที่ไม่ให้ความร่วมมือ โดยมีการปรับเงินผลการดำเนินงาน	หลังจากชุมชนได้ดำเนินการกิจกรรมดังกล่าว ก่อให้เกิดผลกระทบทางด้านสุขภาพดังนี้1. ภาวะขาดสารอาหาร ก่อนเริ่มโครงการ(มิถุนายน 2545) พบเด็กขาดสารอาหาร 7 คน(ร้อยละ 15.22) เป็น 0 คน หลังดำเนินการได้ 6 เดือน และติดตามมาตลอดต่อเนื่องอีก 1 ปี ก็ยังไม่พบเด็กขาดสารอาหารในชุมชนบ้านน้ำคา2. ภาวะสุขภาพช่องปาก ตั้งแต่ มิถุนายน 2545 จนถึง ธันวาคม 2546 มีการเปลี่ยนแปลงดังนี้1) ก่อนประถมศึกษา ระดับ ก. (สภาวะช่องปากดี) จากร้อยละ 34.78 เป็น 72.73 ระดับ จ. (สภาวะช่องปากที่ต้องได้รับการรักษาเร่งด่วน) จากร้อยละ 43.48 เป็น 22.73 ฟันน้ำนมผุ จากร้อยละ 82.61 เป็น 72.732) ระดับประถมศึกษา ระดับ ก. จากร้อยละ 44.59 เป็น 64.94 ระดับ จ. จากร้อยละ 40.54 เป็น 26.78 3) ฟันถาวรผุ จากร้อยละ 29.73 เป็น 15.58 ผลการตรวจฟันในศูนย์เด็กเล็ก ฟันไม่ผุ จากร้อยละ 20.83 เป็น 53.70 แปรงฟันไม่สะอาด จากร้อยละ 16.66 (มิถุนายน 2544) เป็น 0 (ตั้งแต่มิถุนายน 2545 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน)3. กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนบ้านน้ำคา ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการสร้างสุขภาพในเด็กอย่างเป็นรูปธรรม สามารถวัดผลกระทบทางด้านสุขภาพทางด้านภาวะโภชนาการ และสุขภาพช่องปากดังกล่าว โดยกระบวนการมีส่วนร่วมที่ส่งผลดังกล่าว เกิดจากการมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนตั้งแต่ร่วมวิเคราะห์ปัญหา หาสาเหตุ แนวทางแก้ไขปัญหา รวมทั้งร่วมกันดูแลแนวทางที่ชุมชนร่วมกันกำหนด ปัจจัยความสำเร็จดังกล่าวเปรียบกับการใช้กฏบัตรอ๊อตตาวา(Ottawa Charter) ได้แก่ การร่วมสร้างนโยบายสาธารณะ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งเสริมสุขภาพ การสร้างพลังความเข้มแข็งของชุมชน การพัฒนาทักษะส่วนบุคคล(โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำของชุมชนและผู้ปกครองเด็ก) และการปรับเปลี่ยนบทบาทของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข4. ปัจจัยที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการก่อให้เกิดความสำเร็จ คือ การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างสุขภาพนั้นๆ นอกจากนี้ ที่ตั้งของชุมชน ก็มีส่วน เนื่องจากบ้านน้ำคาเป็นชุมชนขนาดไม่ใหญ่มาก แยกออกจากชุมชนอื่นๆ มีทุ่งนาล้อมรอบ ทำให้ชุมชนร่วมกันดูแลซึ่งกันและกันได้]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[กิติศักดิ์ เกษตรสินสมบัติ]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2547]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9339">
    <dcterms:title><![CDATA[โครงการวิจัยและพัฒนาระบบสารสนเทศแบบบูรณาการเพื่อสนับสนุนบริการปฐมภูมิจากชุดข้อมูลมาตรฐาน (ปีที่ 2)]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[บริการปฐมภูมิ, ฐานข้อมูลภูมิสารสนเทศ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[พินิจ ฟ้าอำนวยผล]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[หอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9340">
    <dcterms:title><![CDATA[คู่มือปฏิบัติงาน งานบริการศูนย์ฝึกกีฬาเทควันโด ปี 2552]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[เทควันโด<br />
ศูนย์ฝึกกีฬาเทควันโด]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[สำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ กรมพลศึกษา]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ กรมพลศึกษา]]></dcterms:source>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9341">
    <dcterms:title><![CDATA[การเข้าถึง เข้าใจ ประเมิน และใช้ข้อมูลข่าวสารสุขภาพเพื่อการดูแลตนเองให้ปลอดภัยจากโรคติดต่ออุบัติใหม่ที่แพร่มาจากต่างประเทศของประชาชนในเขตเมือง]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[โรค -- การป้องกันและควบคุม]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[พนม คลี่ฉายา]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[หอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9342">
    <dcterms:title><![CDATA[รายงานโครงการวิจัย เรื่อง การปฏิรูประบบสุขภาพ : กรณีศึกษาประเทศไต้หวัน]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Health systems reform in Taiwan]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[การปฏิรูประบบบริการสาธารณสุข<br />
]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[สุขภาพ-- การปฏิรูป<br />
]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[การปฏิรูประบบสุขภาพ: กรณีศึกษาประเทศไต้หวันการศึกษานี้ทำขึ้นเพื่อนำเสนอพัฒนาการของระบบสุขภาพของไต้หวัน ทั้งในส่วนปัญหา และวิธีการแก้ไขโดยเฉพาะประเด็นการปฏิรูประบบสุขภาพ เพื่อใช้เป็นบทเรียนประกอบการพัฒนาระบบสุขภาพของไทย โดยศึกษาจากเอกสารเป็นหลักแล้วนำเสนอและวิเคราะห์ตามแนวทางการศึกษาเชิงคุณภาพ ไต้หวันประสบความสำเร็จอย่างสูงในการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ดัชนีทางสุขภาพต่างๆ อยู่ในเกณฑ์ที่ใกล้เคียงกับประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมวัฒนธรรมจากการพัฒนาประเทศ ได้ส่งผลให้เกิดปัญหาทางสุขภาพตามมา จนทำให้รัฐบาลต้องปฏิรูประบบสุขภาพของประเทศ โดยดำเนินการ 4 ด้านหลัก คือ 1) ปรับปรุงระบบเครือข่ายบริการทางการแพทย์ เพื่อการประสานการให้บริการครอบคลุมมากขึ้น 2) สร้างระบบประกันสุขภาพแห่งชาติที่ครอบคลุมประชากรทั่วประเทศ โดยรวมระบบประกันสุขภาพที่มีอยู่เดิมเข้าด้วยกันแล้วขยายให้ครอบประชากรทั้งหมด ในเดือนเมษายน 1999 ครอบคลุมประชากรได้ถึงร้อยละ 96.06 บริหารการเงินแบบ fee-for-service ร่วมกับ co-payment 3) โครงการสร้างเครือข่ายฐานข้อมูลให้สถานบริการในพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ และ 4) โครงการผลิตแพทย์ประจำครอบครัว ที่จะช่วยให้แพทย์ปฏิบัติงานในชุมชนและบริการฉุกเฉินได้ดีขึ้น การดำเนินงานที่ผ่านมาถือว่าประสบผลสำเร็จพอควร ปัญหาที่เป็นผลต่อเนื่องจากโครงการดังกล่าวคือประชาชนใช้บริการทางสุขภาพเพิ่มขึ้นมาก จนค่าใช้จ่ายรวมสูงกว่าเบี้ยประกันที่เก็บได้ ทำให้ต้องพยายามหามาตรการทางการเงินรวมทั้งออกกฎเกณฑ์ในการเข้ารับบริการในสถานพยาบาลให้เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งได้กลายเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงบริการของกลุ่มคนที่จำเป็นต้องใช้บริการด้วย บทเรียนของไต้หวันเมื่อนำมาใช้กับไทยคงต้องพิจารณาความเหมือนและความต่างของประเทศทั้ง 2 ด้วย โดยเฉพาะฐานะทางเศรษฐกิจและความเข้มแข็งทางการเมืองที่ไทยแตกต่างจากไต้หวันมาก แนวทางการปฏิรูประบบสุขภาพที่ไต้หวันดำเนินการต้องใช้งบประมาณสูงมาก ยังคงเน้นที่การปฏิรูประบบบริการสาธารณสุขเป็นหลัก และยังคงมีปัญหาด้านพฤติกรรมของประชาชนที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อเนื่องอย่างไม่มีที่สิ้นสุด การปฏิรูประบบสุขภาพของไต้หวันอาจต้องถูกตั้งคำถามว่าจะแก้ปัญหาที่แท้จริงด้านสุขภาพได้เพียงใด ตามแนวทางนี้ธุรกิจยา เทคโนโลยีทางการแพทย์ และธุรกิจบริการสุขภาพอาจเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์มากกว่าประชาชน การเตรียมการเพื่อปฏิรูประบบสุขภาพในประเทศไทย นอกจากใช้บทเรียนจากการปฏิรูปของต่างประเทศแล้ว อาจต้องค้นหาวิธีการอื่นและมุมมองอื่นที่มาจากพื้นฐานของสังคมวัฒนธรรมไทยประกอบด้วย]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[วิชิต เปานิล]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2543]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9343">
    <dcterms:title><![CDATA[คู่มือการให้บริการศูนย์บริการประชาชน (Call Center)]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ<br />
บริการสารสนเทศ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[สำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ กรมพลศึกษา]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ กรมพลศึกษา]]></dcterms:source>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9344">
    <dcterms:title><![CDATA[ความรู้ ความคิดเห็น และการปฏิบัติในการป้องกันโรคปอดฝุ่นหิน ของผู้ประกอบการหินทราย ตำบลลาดบัวขาว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา<br />
Knowledge, opinions and practices rock dust to prevent lung disease of a sandstone Ladbuakhao Nakhon Ratchasima province]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[โรคปอดฝุ่นหิน]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[ชัยณรงค์ ตั้งอำพรทิพย์ ลาวรรณ ตั้งอำพรทิพย์ และศิรินทร์ ตั้งอำพรทิพย์]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สำนักงานสาธารณสุขอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:rights><![CDATA[กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก]]></dcterms:rights>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9345">
    <dcterms:title><![CDATA[การสังเคราะห์การวิจัยและพัฒนาเครื่องมือและกลไกการทำงานชุมชนในระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[The idea of setting up prectical primary care system Researcher]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[ระบบบริการสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[บริการสุขภาพ, วิจัย]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[สาธารณสุขมูลฐาน]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[การบริการสาธารณสุข]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[จากรูปแบบและแนวคิดที่นำสู่การพัฒนารูปธรรมการจัดและให้บริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ ที่เป็น ไปได้จริง ตามการปรับเปลี่ยนด้านนโยบายสุขภาพและแนวคิดเกี่ยวกับสุขภาพในแง่ของโครงสร้าง-กลไก-เครื่องมือ-วิธีการทำงาน กระบวนการพัฒนาผู้ให้บริการและผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่อยู่บนฐานของการพัฒนาและเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นระบบจากสถานการณ์จริงในบริบทสังคมวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ การปรับเปลี่ยนด้านนโยบายสุขภาพ และ การปฏิรูประบบสุขภาพ ทั้งนักวิชาการ ผู้ปฏิบัติงานทั้งในระดับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ ประชาชน ชี้ให้เห็นกระบวนการในการพัฒนาคน เครื่องมือการทำงาน วิธีการทำงาน และผลกระทบจากการพัฒนาจากบทเรียนดังกล่าวสะท้อนให้เห็นบทบาทและหน้าที่ของพยาบาลวิชาชีพในการให้บริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ ดังนี้ (1) ผู้จัดการสุขภาพองค์รวม (2) ผู้ให้บริการสุขภาพ (3) ผู้นิเทศและติดตาม (4) พยาบาลชุมชน โดยมีบทบาทหน้าที่ในการให้การดูแลในทุกมิติของประชาชน จัดตั้งเครือข่ายการดูแลสุขภาพ ให้การดูแลต่อเนื่อง ให้การดูแลครอบครัว และ ป้องกันและส่งเสริมอนามัย]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[ขนิษฐา นันทบุตร...[และคนอื่นๆ]]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2547]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description></rdf:RDF>
