<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dcterms="http://purl.org/dc/terms/">
<rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9316">
    <dcterms:title><![CDATA[แนวทางการส่งเสริมเพื่อป้องกันภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา<br />
Capabilities Promote to Prevent Depression in the Elderly, Khon Buri district, Nakhon Ratchasima province]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[โรคซึมเศร้า]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[ผู้สูงอายุ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[รุจิวรรณ สอนสมภาร<br />
]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:rights><![CDATA[กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก]]></dcterms:rights>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9317">
    <dcterms:title><![CDATA[รายงานการวิจัย อิทธิพลของธุรกิจต่อสถานเลี้ยงดูเด็กและพ่อแม่ : ศักยภาพที่จะมีผลต่อสุขภาพของเด็กปฐมวัย]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Influence of business on child care center and parents : potential impact on early child health]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[เด็ก -- การเลี้ยงดู]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[เด็ก -- การดูแล]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[อิทธิพลของธุรกิจต่อสถานเลี้ยงดูเด็กและพ่อแม่ : ศักยภาพที่จะมีผลต่อสุขภาพของเด็กปฐมวัย	วัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้ เพื่อศึกษาศักยภาพของความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจ-สถานเลี้ยงดูเด็ก-พ่อแม่ ที่จะมีผลต่อสุขภาพของเด็กปฐมวัย	วิธีวิจัย ใช้การสัมภาษณ์และการสังเกตรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มพ่อแม่ของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และผู้อำนวยการสถานเลี้ยงดูเด็กในเขตเมืองและปริมณฑลของจังหวัดขอนแก่น เชียงใหม่ สงขลา และ กรุงเทพมหานคร เป็นการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถึงธันวาคม พ.ศ. 2542 ทำการศึกษาพ่อแม่ทั้งสิ้น 413 คน ผู้อำนวยการสถานเลี้ยงดูเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 ปี 90 คน และผู้อำนวยการโรงเรียน 145 คน ตัวแปรที่ศึกษา ได้แก่ ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับเด็ก พ่อแม่ ผู้อำนวยการของสถานเลี้ยงดูเด็ก และสถานเลี้ยงดูเด็ก ประเภทของกิจกรรมที่ธุรกิจดำเนินการกับสถานเลี้ยงดูเด็ก ยี่ห้อของผลิตภัณฑ์และประเภทของกิจกรรมที่ทำ ความเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับสถานเลี้ยงดูเด็ก อิทธิพลของกิจกรรมที่ธุรกิจดำเนินการผ่านสถานเลี้ยงดูเด็กต่อการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของพ่อแม่ เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์ชนิดปลายเปิดและปลายปิดในชุดเดียวกันที่คณะผู้วิจัยสร้าง ตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิและปรับแก้หลังจากทดลองใช้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณา วิเคราะห์ผลของการใช้ผลิตภัณฑ์ต่อสุขภาพของเด็กปฐมวัย โดยส่งรายชื่อผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการศึกษาขอความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ	ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสัมภาษณ์ ร้อยละ 82 เป็นแม่ ร้อยละ 22.2 จบการศึกษาระดับอุดมศึกษา เกินกว่าครึ่งมีรายได้มากกว่าเดือนละ 10,000 บาท ร้อยละ 9 ฝากลูกเลี้ยงตามสถานบริการเลี้ยงเด็กกลางวันในครอบครัว ส่วนผู้อำนวยการสถานเลี้ยงดูเด็กส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จบการศึกษาระดับอุดมศึกษา และมีประสบการณ์ทำงานมากกว่า 10 ปี จากการสัมภาษณ์ผู้อำนวยการสถานเลี้ยงดูเด็ก ในรอบปีที่ผ่านมา ธุรกิจใช้ช่องทางสถานเลี้ยงดูเด็กจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าเกี่ยวกับเด็กสูง โดยจัดกิจกรรมที่โรงเรียนสูงกว่าที่สถานเลี้ยงดูเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ถึง 2-3 เท่า จากการสัมภาษณ์ผู้อำนวยการสถานเลี้ยงดูเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ธุรกิจที่ใช้วิธีส่งเสริมการขายแก่เด็กและพ่อแม่โดยตรงมากที่สุด คือ ธุรกิจผลิตภัณฑ์นม รองลงมาคือ ธุรกิจอาหารเสริม/อาหารเช้า และธุรกิจผลิตภัณฑ์วัคซีน	จากการสัมภาษณ์ผู้อำนวยการโรงเรียน ธุรกิจที่ใช้วิธีส่งเสริมการขายแก่เด็กและผู้ปกครองโดยตรงมากที่สุด คือ ธุรกิจอาหารเสริม/อาหารเช้า รองลงมาคือ ธุรกิจผลิตภัณฑ์นม และธุรกิจผลิตภัณฑ์สบู่ สถานเลี้ยงดูเด็กมีอิทธิพลสูงต่อการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สินค้าเกี่ยวกับเด็กของพ่อแม่ ร้อยละ 69.5 ของพ่อแม่ เคยได้รับคำแนะนำจากสถานเลี้ยงดูเด็ก สำหรับผลิตภัณฑ์สิบอันดับแรกที่ได้รัีบการแนะนำนั้น พ่อแม่ใช้ตามถึง ร้อยละ 46.2-88.9 ผลิตภัณฑ์ที่พ่อแม่ใช้ตามการแนะนำของสถานเลี้ยงดูเด็กส่วนใหญ่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยและไม่มีผลเสียต่อสุขภาพ มี 2 รายการที่ไม่มีความจำเป็นสำหรับเด็กปฐมวัย ได้แก่ วัคซีนป้องกันโรคสุกใส และซุปไก่สกัด มี 2 รายการที่ไม่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยหากใช้เป็นประจำ ได้แก่ ขนมกรุบกรอบบรรจุซอง และสบู่ซึ่งมีสารระงับเชื้อ การแจกผลิตภัณฑ์ฟรีแก่เด็กและพ่อแม่ผ่านทางสถานเลี้ยงดูเด็ก โดยที่ไม่เคยใช้ผลิตภัณฑ์นั้นมาก่อน ทำให้พ่อแม่เปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์นั้น ร้อยละ 10-40 ประเภทผลิตภัณฑ์ที่มีอิทธิพลสูงที่สุด คือ ผ้าอ้อมสำเร็จรูปในความเห็นของพ่อแม่เอง การได้รับแจกผลิตภัณฑ์มีอิทธิพลสูงต่อการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ ประเภทผลิตภัณฑ์ที่มีอิทธิพลสูงที่สุดคือ ผ้าอ้อมสำเร็จรูป เช่นกัน ซึ่งอาจมีผลเสียต่อสุขภาพ ถ้าใช้ไม่เหมาะสม ผลิตภัณฑ์ที่เหลือส่วนใหญ่ไม่มีผลเสียต่อสุขภาพของเด็กปฐมวัย มี 1 รายการที่ไม่เหมาะสมหากใช้เป็นประจำ คือ สบู่ที่มีสารระงับเชื้อ และมี 1 รายการที่ไม่จำเป็นคือ ซุปไก่สกัด	ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของสถานเลี้ยงดูเด็กที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของพ่อแม่ อิทธิพลของการแจกสินค้าของธุรกิจต่อการเปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์ของพ่อแม่ และการยอมรับการเข้ามาทำกิจกรรมของธุรกิจในสถานเลี้ยงดูเด็ก จึงควรกำหนดมาตรการดูแลการทำกิจกรรมของธุรกิจโดยคำนึงถึงประโยชน์ที่จะบังเกิดกับเด็กเป็นหลัก]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[ลัดดา เหมาะสุวรรณ...[และคนอื่นๆ]]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2543]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9318">
    <dcterms:title><![CDATA[คู่มือปฏิบัติงานห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์การพลศึกษาและการกีฬา กรมพลศึกษา]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[กรมพลศึกษา -- ห้องสมุด<br />
กรมพลศึกษา -- พิพิธภัณฑ์]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[ห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์การพลศึกษาและการกีฬา กรมพลศึกษา]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[ห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์การพลศึกษาและการกีฬา กรมพลศึกษา]]></dcterms:source>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9319">
    <dcterms:title><![CDATA[โรงพยาาบาลปทุมธานีกับการก้าวสู่การเป็น Smart Hospital]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[โรงพยาบาล]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[กระทรวงสาธารณสุข]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[หอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:format><![CDATA[MP4]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9320">
    <dcterms:title><![CDATA[การประเมินผลการดำเนินงานของแผนงานวิจัยและพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพและระบบการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ (HPP-HIA)]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Healthy public policy and health impact assessment (HPP-HIA)]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ -- การประเมิน]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[การปฏิรูประบบสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[การบริหารสาธารณสุข]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[สาธารณสุข -- นโยบายของรัฐ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)ได้ริเริ่มให้การสนับสนุนแผนงานวิจัยและพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพและระบบการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ (HPP-HIA) โดยมุ่งหวังที่จะพัฒนาให้เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการปฏิรูประบบสุขภาพและการสร้างความเข้มแข็งให้ระบบสุขภาพของชาติในอนาคต โดย สวรส. เห็นว่าช่วงสามปีแรกของการดำเนินการ (2544-2546) เป็นช่วงเวลาของการนำร่อง ทดลองความเหมาะสมและการยอมรับ HPP-HIA ในสังคมไทย และการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรและองค์กรต่างๆ เพื่อแสวงหาแนวทางการพัฒนา HPP-HIA ที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย ปี 2547 นับได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้มีโอกาสทบทวน ประเมินประสบการณ์และพิจารณาทางเลือกในการดำเนินการในอนาคต ภารกิจของทีมประเมินคือการดำเนินการ ประเมินผลแผนงานฯ แบบ empowerment evaluation เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ร่วมประเมินสบการณ์ ความสำเร็จ ปัญหาและข้อจำกัดของแผนงานฯ ตลอดจนแนวทางการปรับปรุงแก้ไขและกำหนดทางเลือกในการพัฒนาแผนงานฯ การประเมินผลครั้งนี้จึงเป็นกระบวนการที่ให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อันจะนำไปสู่การตัดสินใจเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานในทิศทางที่เหมาะสม แผนงานฯ มีแนวทางการดำเนินงาน 4 ด้าน ได้แก่ (1) การวิจัยกรอบการวิเคราะห์ HPP-HIA (2) การพัฒนากรอบโครงสร้างสถาบันที่เกี่ยวข้องกับ HPP-HIA (3) การรวบรวมกลุ่มคนที่มีศักยภาพจำนวนมากพอที่จะผลักดันการเปลี่ยนแปลง และ (4) การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการผลักดันนโยบายสาธารณะที่คำนึงถึงมิติสุขภาพ	โดยมุ่งหวังให้เกิด (1) การเรียนรู้ของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคประชาสังคมและชุมชน (2) การเปลี่ยนแปลงนโยบายให้คำนึงถึงมิติทางสุขภาพมากขึ้นและ (3) การสนับสนุนการขับเคลื่อนการปฏิรูปสุขภาพแห่งชาติ	แผนงานฯ ดำเนินการในลักษณะเครือข่าย มีส่วนงานสำคัญคือ เครือข่ายนโยบายต่างๆ ได้แก่ อุตสาหกรรมและพลังงาน การจัดการทรัพยากรน้ำ การเกษตรและพัฒนาขนบท การพัฒนาเมืองและการขนส่ง และโครงการยุทธศาสตร์ฐานทรัพยากรและข้อตกลงระหว่างประเทศ เครือข่ายภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ และส่วนกลาง ซึ่งรับผิดชอบบริหารจัดการทั่วไป นอกจากนั้นยังได้จัดตั้งและสนับสนุนสำนักพัฒนากระบวนการเรียนรู้นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ และโครงการบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อพัฒนาบุคลากรด้าน HPP-HIAในช่วงปี 2546-2547 ได้เกิด “สถานการณ์ใหม่” ที่สำคัญได้แก่ สวรส. ปรับลดวงเงินสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง และมีการกำหนดแนวทางการดำเนินงานในอนาคตของแผนงาน HPP-HIA]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[ปาริชาติ ศิวะรักษ์...[และคนอื่นๆ]]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2547]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9321">
    <dcterms:title><![CDATA[รายงานวิจัย เรื่อง องค์กรทางสังคมและพัฒนาการความเป็นประชาคมตำบล : กรณีศึกษาตำบลเมืองจัง กิ่งอำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Societal organization and development on Tambol Civil Society : case study in Tambon Muang Jung, Nan Province]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[การมีส่วนร่วมทางสังคม]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[	องค์กรทางสังคมและพัฒนาการความเป็นประชาคมตำบล: กรณีศึกษาตำบลเมืองจัง กิ่งอำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน	การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการ บทบาท และศักยภาพของกลุ่ม/องค์กรต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน ที่มีรูปแบบการดำเนินงานในรูปแบบประชาคม ของในตำบลเมืองจัง กิ่งอำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน โดยสัมภาษณ์ระดับลึก ผู้นำ แกนนำ และสมาชิกของ กลุ่ม/องค์กร ต่างๆในตำบลเมืองจัง จำนวน 22 กลุ่ม/องค์กร จากจำนวนทั้งสิ้น 48 กลุ่ม/องค์กร โดยใช้แบบสัมภาษณ์ที่สร้างขึ้นนำมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสรุปผล	ผลการศึกษาพบว่า ตำบลเมืองจัง มีจุดกำเนิดของหมู่บ้านจากเดิม 2 หมู่บ้านแล้วขยายออกเป็น 10 หมู่บ้านในปัจจุบัน มีกลุ่ม/องค์กร ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและจากการจัดตั้งโดยภาครัฐ ถึง 14 ประเภท จำนวน 48 กลุ่ม หลายกลุ่มเป็นเครือข่ายกับกลุ่มฮักเมืองน่าน ผู้นำ แกนนำ หรือสมาชิกของกลุ่ม/องค์กร หลายคนได้รับเลือกเป็นสมาชิกขององค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) ตำบลเมืองจังต่อมาได้รับผลกระทบจากการตัดไม้ ทำลายป่า การบุกรุกที่ทำกิน การส่งเสริมการปลูกพืชเชิงพาณิชย์ รวมทั้งการเคลื่อนย้ายของประชากรเข้าสู่พื้นที่ตำบลเมืองจังมากขึ้น เป็นผลให้เกิดการเสื่อมโทรมของป่า ดิน ระบบนิเวศของแม่น้ำ สัตว์น้ำ มีการบุกรุกป่าเพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมทั้งได้เปิดรับกระแสการพัฒนาจากภายนอกมากขึ้น ทำให้สภาพสังคมของชุมชนเมืองจัง เปลี่ยนแปลงจากสังคมที่มีความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ มาเป็นชุมชนที่เกิดปัญหาหลายด้าน	จากสภาวะปัญหาดังกล่าว ทำให้เกิดผู้นำตามธรรมชาติที่เฉลียวฉลาด มีความซื่อสัตย์ เสียสละ เห็นแก่ส่วนรวมจำนวนมาก และเกิดกลุ่ม/องค์กร ทางสังคมหลายกลุ่ม กระจายไปทุกหมู่บ้านของตำบล รวมทั้งมีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกับองค์กรเอกชนภายนอกตำบลด้วย ได้แก้ไขปัญหาของตนเอง ของชุมชน สามารถพลิกฟื้นสภาวะที่เคยล้มเหลวจากการทำเกษตรกรรม มีหนี้สิน มีปัญหาทางสังคม ให้รอดพ้นจากภาวะวิกฤตดังกล่าวอย่างได้ผลดี เช่น เกิดกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชน 6 กลุ่ม สามารถรักษาป่าชุมชนไว้ได้มากกว่า 17,500 ไร่ เกิดกลุ่มอนุรักษ์พันธุ์ปลา 7 กลุ่ม ทำให้จำนวนและชนิดของปลาในแม่น้ำเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย เกิดกลุ่มเกษตรผสมผสาน 2 กลุ่ม กลุ่มออมทรัพย์ 6 กลุ่ม กลุ่มเยาวชน 5 กลุ่ม กลุ่มเหมืองฝาย 2 กลุ่ม กลุ่มแม่บ้าน 10 กลุ่ม กลุ่มฌาปนกิจ 2 กลุ่ม กลุ่มอาชีพ 3 กลุ่ม กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน(อสม.) 10 กลุ่ม กลุ่มผู้สูงอายุ 10 กลุ่ม รวมทั้งได้สามารถแก้ไขปัญหาการระบาดของยาเสพติดและปัญหาอื่นๆ อย่างได้ผลดี	ทั้งนี้การดำเนินงานของกลุ่ม/องค์กรทางสังคมต่างๆได้รับการสนับสนุนด้วยดีจากหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ กิ่งอำเภอ สถานีตำรวจ โรงเรียน สาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อบต. โดยคณะกรรมการบริหาร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อบต. มีทัศนคติที่ดียิ่งต่อกลุ่ม/องค์กรเหล่านี้ ได้ให้การสนับสนุน เกื้อกูลและมี ประสานงานเป็นอย่างดี แสดงถึงความเข้มแข็งของชุมชนที่ยังคงมีความเป็นสังคมชนบทอยู่มากและระบบเครือข่าย รวมถึงความสามารถในการจัดการ ซึ่งแสดงให้เห็นกระบวนการทำงานในรูปแบบประชาคมของภาคสังคมและภาครัฐในการจัดการกับกิจการภายในของตำบลเมืองจังในระดับที่น่าสนในยิ่ง]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[นิคม ดีพอ...[และคนอื่นๆ]]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2543]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9322">
    <dcterms:title><![CDATA[คู่มือการปฏิบัติงาน งานบริการการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาล และค่าการศึกษาบุตร]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[เงินสวัสดิการข้าราชการ<br />
ค่ารักษาพยาบาล]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[กลุ่มการคลัง กองกลาง กรมพลศึกษา]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[กลุ่มการคลัง กองกลาง กรมพลศึกษา]]></dcterms:source>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9323">
    <dcterms:title><![CDATA[คู่มือมาตรฐานงานบริการของสำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[สำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา -- มาตรฐาน]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[สำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา กรมพลศึกษา]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา กรมพลศึกษา]]></dcterms:source>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9324">
    <dcterms:title><![CDATA[ขับเคลื่อนวาระสุขภาวะไทย : ประชาสังคมกับการปฏิรูประบบสุขภาพ]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Deliberative action : civil society and health systems reform in Thailand]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[การปฏิรูประบบสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[ประชาสังคมด้านสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[อนามัย, บริการ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2547]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9325">
    <dcterms:title><![CDATA[องค์กรทางสังคมกับการพัฒนาประชาคมตำบล : กรณีศึกษาอำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Social organization and the development of Tambon Civil Society : a case study on Ubonrat District, Khon Kaen Province]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[องค์กรทางสังคมกับการพัฒนาประชาคมตำบล :กรณีศึกษาอำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น	การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงเปรียบเทียบกระบวนการเกิดประชาคมตำบลและองค์กรทางสังคมใน ชุมชนตำบลทุ่งโป่งและตำบลโคกสูง อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น โดยใช้วิธีวิจัยเชิงวิเคราะห์ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ของรัฐ และองค์กรพัฒนาเอกชนที่ปฏิบัติงานพัฒนาในพื้นที่ สนทนากลุ่มกับผู้นำชุมชน และสัมภาษณ์ประชาชนโดยใช้แบบสอบถาม โดยเลือกประชาชนจากครัวเรือนที่มีฐานะแตกต่างกันในชุมชนและไม่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ องค์กรในชุมชน สัมภาษณ์ทุกหมู่บ้าน ๆ ละ 9 ครอบครัว จำนวนรวม 180 ครอบครัว พบว่าวิถีชีวิตชุมชนชนบทมีความเป็นประชาคมในระดับหมู่บ้าน ความเชื่อมโยงของชุมชนตามแนวประชาคมในระดับตำบลโดยพื้นฐานในมิติของศาสนาวัฒนธรรมและเครือญาติ จากการศึกษานี้สรุปได้ว่า ปัจจัยภายนอกที่เอื้อต่อการเกิดประชาคมตำบลเกิดขึ้นไม่นาน ได้แก่ การกระจายอำนาจการปกครองและการจัดการทรัพยากรสู่ชุมชน ปัจจัยภายในชุมชนที่เอื้อต่อการเกิดประชาคมตำบลคือ ระบบเครือญาติโดยเฉพาะทางญาติฝ่ายหญิง การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น การมีเศรษฐกิจพอเพียง การรวมกลุ่มชาวบ้าน เกิดกระบวนการเรียนรู้และมีผู้นำชุมชนดี ในทั้งสองชุมชนมีประชาคม แต่เป็นคนละระดับ องค์กรทางสังคมในชุมชนส่วนใหญ่จัดตั้งโดยรัฐเหมือนกันทั้งสองตำบล องค์กรที่มีเครือข่ายทำงานชัดเจนเหนือระดับหมู่บ้านคือ อสม. และ อบต. ลักษณะการทำงานของทั้งสององค์กรเป็นไปตามกรอบของทางราชการ ในปัจจุบันแม้องค์กรเหล่านี้จะเป็นที่ยอมรับของชุมชน แต่ยังไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งด้านการใช้ทรัพยากรของชุมชน เมื่อวิถีชีวิตเปลี่ยนจากการเกษตรเป็นอุตสาหกรรม ความขัดแย้งและการขาดการประสานงานระหว่างกลุ่มเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ประชาคมตำบลอ่อนแอดังเช่นกรณีตำบลโคกสูง ส่วนตำบลทุ่งโป่งมีปัจจัยที่ช่วยให้เกิดประชาคมที่ชัดเจนกว่า เช่น สภาพชุมชนที่ยังคงเป็นภาคเกษตร ไม่มีความขัดแย้งเรื่องการใช้ทรัพยากรรุนแรง อบต.สามารถประสานงานในแนวราบได้ดี เนื่องจากผู้นำ อบต.และสมาชิกได้รับประสบการณ์การทำงานร่วมกับองค์กรภายนอก เช่น โครงการพัฒนาชุมชนยั่งยืนฯ และเครือข่าย ทำให้ อบต.มีการประชุมต่อเนื่อง มีการกำหนดกิจกรรมและประสานผลงาน จัดสรรงบประมาณสนับสนุนกิจกรรมสาธารณะของชุมชน ทำให้เกิดการประสานงานในแนวราบได้ จนสามารถแก้ปัญหาแหล่งน้ำของตำบลได้โดยประชาชน ซึ่งเป็นตัวอย่างของการเกิดประชาคมในตำบลทุ่งโป่ง	จากการศึกษาครั้งนี้ สรุปได้ว่า พื้นฐานประเพณีวัฒนธรรมอีสาน และระบบเครือญาติเป็นพื้นฐานสำคัญที่เอื้อให้เกิดประชาคมตำบลในสภาวะปกติของชุมชนเกษตร แต่กลับไม่เพียงพอที่จะช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งของชุมชนได้ องค์กรชุมชนต้องสร้างระบบการทำงานที่มีการประสานงานในแนวราบ มีการบริหารจัดการและโปร่งใส กระบวนการตัดสินใจแบบประชาธิปไตย ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ดีก็เมื่อประชาชนสำนึกว่ากิจการสาธารณะคือภารกิจของตนด้วย]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[นงลักษณ์  สุพรรณไชยมาตย์...[และคนอื่นๆ]]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2542]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description></rdf:RDF>
