<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dcterms="http://purl.org/dc/terms/">
<rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9296">
    <dcterms:title><![CDATA[การศึกษาภาระงานและผลิตภาพกำลังคน<br />
ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล<br />
A Study of Work load and productivity<br />
among health personnel in District Health Promotion Hospitals]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[บุคลากรทางการแพทย์]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร และคนอื่นๆ]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[หอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9297">
    <dcterms:title><![CDATA[การทบทวนศึกษาพันธกิจการปฏิรูประบบสุขภาพในอนาคต : มุมมองจากองค์กรท้องถิ่น ประชาสังคม และทุนทางสังคม]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[A review of Mission on Health System refrom in the Future : from the Eye-view of Local Oranization,Communities and Social Capital]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[การปฏิรูประบบสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[ระบบสุขภาพ -- ไทย]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[อุทัย ดุลยเกษม]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[สุริชัย หวันแก้ว]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[วีระ สมบูรณ์]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[ทศพล แก้วประพันธ์]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2547]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9298">
    <dcterms:title><![CDATA[ความรู้ เจตคติ และพฤติกรรมทางเพศของนักเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษา]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Sexual knowledge, attitude and behavior of primary and secondary education school students]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[พฤติกรรมสุขภาพในวัยรุ่น]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[ความรู้ เจตคติและพฤติกรรมทางเพศของนักเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาการวิจัยเชิงสำรวจครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับความรู้ เจตคติและพฤติกรรมทางเพศของนักเรียนประถมและมัธยมศึกษา ประชากรที่ศึกษาคือนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (ป.5) ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 (ม.6) ในเขตอำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด ปีการศึกษา 2542 จำนวน 5956 คน โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ป.5-6 ม.1-3 และ ม.4-6 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย (1) แบบสอบถามที่จัดทำขึ้น 2 ชุดซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเพศศึกษา 2 ท่านและผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา 2 ท่าน เพื่อใช้สำหรับ ป.5-6 และสำหรับ ม.1-6 และ (2) แนวคำถามสำหรับการสัมมนากลุ่มย่อยและการสัมภาษณ์เชิงลึก 3 ชุดสำหรับ ป.5-6 ม.1-3 และ ม.4-6 เลือกตัวอย่างสำหรับตอบแบบสอบถามโดยวิธีการเลือกตัวอย่างกลุ่มหลายชั้น จำนวนตัวอย่าง ป.5-6 จำนวน 358 คน ม.1-3 จำนวน 372 คน ม.4-6 จำนวน 343 คน รวม 1073 คน คิดเป็นร้อยละ 18.0 ของประชากรและเลือกตัวอย่างสำหรับสัมมนากลุ่มย่อยและสัมภาษณ์เชิงลึกโดยวิธีเลือกตัวอย่างแบบหลายมิติ จำนวนตัวอย่างสำหรับการศึกษาเชิงคุณภาพ ป.5-6 จำนวน 24 คน ม.1-3 จำนวน 12 คน และ ม.4-6 จำนวน 12 คน รวม 48 คน ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชายร้อยละ 41.8 เพศหญิงร้อยละ 58.2 อายุเฉลี่ย 14.0 ปี คะแนนความรู้ด้านเพศศึกษาของ ป.5-6 มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 49.5 (95%CI: 46.8-52.3) ม.1-3 ร้อยละ 44.3 (95%CI: 40.2-48.4) และ ม.4-6 ร้อยละ 61.8 (95%CI: 58.6-64.9) โดยความรู้ของ ป.5-6 ที่น้อยที่สุดคือความรู้ด้านกายวิภาคและสรีรวิทยาของระบบสืบพันธุ์ ส่วนความรู้ของ ม.1-3 และ ม.4-6 ที่น้อยที่สุดเหมือนกันคือความรู้เกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เจตคติทางเพศในประเด็นว่าใครควรเป็นผู้สอนเรื่องเพศศึกษามาก ที่สุด พบว่า ป.5-6 เห็นว่าแพทย์พยาบาลควรเป็นผู้สอนมากที่สุดร้อยละ 68.4 (95%CI: 61.5-75.4) ม.1-3 เห็นว่าแพทย์พยาบาลควรเป็นผู้สอนมากที่สุดร้อยละ 62.1 (95%CI: 55.2-69.0) ม.4-6 เห็นว่าแพทย์พยาบาลควรเป็นผู้สอนมากที่สุดร้อยละ 56.9 (95%CI: 51.5-62.2) รวมนักเรียนเห็นว่าแพทย์พยาบาลควรเป็นผู้สอนมากที่สุดร้อยละ 62.5 (95%CI: 58.8-66.3) เจตคติทางเพศเกี่ยวกับรูปแบบบริการคุมกำเนิดที่เหมาะสมสำหรับวัยรุ่น (เฉพาะ ม.1-6) พบว่า ม.1-3 เห็นว่าไม่ควรมีร้อยละ 53.2 เห็นว่าควรมีร้อยละ 18.0 ม. 4-6 เห็นว่าไม่ควรมีร้อยละ 59.2 เห็นว่าควรมีร้อยละ 23.6 รวมนักเรียนเห็นว่าไม่ควรมีร้อยละ 56.1 เห็นว่าควรมีร้อยละ 20.7 และความคิดเห็นต่อรูปแบบบริการอนามัยเจริญพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับวัยรุ่น (เฉพาะ ม.1-6) นักเรียนส่วนใหญ่เห็นว่ารูปแบบการให้คำปรึกษาโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข แพทย์พยาบาลเหมาะสมมากที่สุด (ร้อยละ 64.1, 95%CI: 60.5-67.7) เจตคติทางเพศในประเด็นว่าถ้าวัยรุ่นตั้งครรภ์ในขณะไม่พร้อมหรือไม่ตั้งใจจะดำเนินการอย่างไร (เฉพาะ ม.1-6) พบว่า ม.1-3 เห็นว่าควรปรึกษาบิดามารดาผู้ปกครองร้อยละ 49.7 รองลงมาคือแพทย์พยาบาลร้อยละ 25.5 ม. 4-6 เห็นว่าควรปรึกษาบิดามารดาผู้ปกครองร้อยละ 58.6 รองลงมาคือแพทย์พยาบาลร้อยละ 23.0 รวมนักเรียนเห็นว่าควรปรึกษาบิดามารดาผู้ปกครองร้อยละ 54.0 รองลงมาคือแพทย์พยาบาลร้อยละ 24.3 ผลการศึกษาด้านพฤติกรรมทางเพศพบว่า ป.5-6 เคยมีเพศสัมพันธ์ร้อยละ 1.1 ม.1-3 ร้อยละ 1.1 และ ม.4-6 ร้อยละ 5.2 รวมนักเรียนเคยมีเพศสัมพันธ์ร้อยละ 2.4 โดยสัดส่วนของนักเรียนหญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์เมื่อระดับชั้นสูงขึ้นมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น จากผลการศึกษานี้ชี้บ่งว่าควรมีการปรับปรุงการสอนเพศศึกษาในชั้นเรียนให้สอดคล้องกับความต้องการของเด็ก การจัดบริการอนามัยเจริญพันธุ์ในลักษณะการให้คำปรึกษาอาจมีความเหมาะสมและควรมีการสำรวจความพร้อมของบิดามารดาผู้ปกครองในการให้คำปรึกษากรณีเด็กวัยรุ่นตั้งครรภ์ในขณะไม่พร้อม]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[วัชระ เอี่ยมรัศมีกุล...[และคนอื่นๆ]]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2543]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9299">
    <dcterms:title><![CDATA[กระทรวงสาธารณสุขจัดประชุมวิชาการเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[เวชศาสตร์วัยชรา]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[กระทรวงสาธารณสุข]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[หอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:format><![CDATA[MP4]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9300">
    <dcterms:title><![CDATA[คนลุ่มน้ำท่าจีนเรื่องของคนที่ต้องการจัดการน้ำเอง]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[How to conserve Tajean River for young generations by community]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[การจัดการน้ำ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[การอนุรักษ์น้ำ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[แม่น้ำท่าจีน]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[เด่นศิริ ทองนพคุณ]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[อธิวัฒน์ พันธ์ประชา]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[ประเชิญ คนเทศ]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[ประเชิญ คนเทศ]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2547]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9301">
    <dcterms:title><![CDATA[รายงานการวิจัย การเกิดซ้ำของหินน้ำลายและเหงือกอักเสบในนักเรียนประถมศึกษาที่รับการขูดหินน้ำลายโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับตำบล อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Recurrent of calculus depositions and gingivitis in primary school student that scaled by healthworkers at District Health Centers in Amphur Chokechai Nakhonratchasima province]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[การเกิดขึ้นซ้ำของหินน้ำลายและเหงือกอักเสบในเด็กนักเรียนประถมศึกษา	การศึกษาวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการเกิดขึ้นซ้ำของหินน้ำลายและเหงือกอักเสบของเด็กนักเรียนประถมศึกษา อายุ 10-12 ปี ในกลุ่มโรงเรียนที่มีการแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่เข้มงวดสม่ำเสมอ และกลุ่มโรงเรียนที่มีการแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่ไม่เข้มงวดสม่ำเสมอในอำเภอโชคชัย กลุ่มละ 4 โรงเรียน จำนวน 141 และ 147 คน ได้รับการคัดเลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์ ที่กำหนดในสองกลุ่มศึกษาตามลำดับ การเก็บข้อมูลโดยใช้ดัชนี Volpmanhold วัดการสะสมหินน้ำลาย และใช้ Gingival Index ในการวัดสภาพเหงือกโดยผู้ตรวจจำนวน 1 คน ในระยะเวลา 5 เดือน และ 8 เดือน หลังการขูดหินน้ำลายโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับตำบลที่ผ่าน การอบรมแล้ว ผลการศึกษาพบว่าการเกิดซ้ำของหินน้ำลายของทั้งสองกลุ่มมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ((=0.05) โดยในกลุ่มโรงเรียนที่เข้มงวดมีการสะสมของหินน้ำลาย ในระยะ 5 และ 8 เดือน ในกลุ่มโรงเรียนที่เข้มงวดเป็น ร้อยละ 45.4 และ 27.0 ตามลำดับ ในขณะที่กลุ่ม โรงเรียนที่ไม่เข้มงวดพบนักเรียนที่ไม่มีการสะสมของหินน้ำลายเป็น ร้อยละ 30.66 และ 19.0 ตามลำดับ ในกลุ่มที่มีการสะสมของหินน้ำลายพบว่ากลุ่มที่ไม่เข้มงวดมีการสะสมของหินน้ำลายโดยเฉลี่ยมากกว่ากลุ่มที่มีการเข้มงวดในทั้งสองระยะเวลา โดยกลุ่มที่เข้มงวดพบว่ามีร้อยละของผู้ที่มีการสะสมของหินน้ำลายเป็นปริมาณมาก (&gt; 12 มม. ขึ้นไป) เป็น 9.2 และ 9.2 ตามลำดับ ในขณะที่กลุ่มไม่เข้มงวดพบร้อยละ 18.4 และ 22.1 ตามลำดับ สำหรับสภาพเหงือกอักเสบ พบว่าไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่มโรงเรียนที่เข้มงวดและกลุ่มโรงเรียนที่ไม่เข้มงวด ทั้งในระยะ 5 และ 8 เดือน โดยพบเพียงสภาพเหงือกอักเสบเล็กน้อยและปานกลางเท่านั้น ไม่พบสภาพเหงือกอักเสบรุนแรงในทั้งสองกลุ่มตลอดระยะเวลาศึกษา ผลการศึกษาชี้ถึงสัมฤทธิผลที่ต่ำของการขูดหินน้ำลายในนักเรียนประถมศึกษาโดยทั่วไป และความจำเป็นในการทบทวนมาตรการการรณรงค์ขูดหินน้ำลายในนักเรียนประถมศึกษาที่ดำเนินการอยู่	]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[จอนสัน พิมพิสาร...[และคนอื่นๆ]]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9302">
    <dcterms:title><![CDATA[โครงการวิจัยเชิงสังเคราะห์เพื่อการพัฒนาระบบบริการเพื่อดูแลผู้ป่วยระยะท้าย (Hospice care) ในประเทศไทย]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[ผู้ป่วยระยะสุดท้าย]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ และคนอื่นๆ]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[หอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9303">
    <dcterms:title><![CDATA[คู่มือการปฏิบัติงาน การบริการคลินิกการกีฬา ภายใต้โครงการบริการด้านเวชศาสตร์การกีฬา]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[การบาดเจ็บทางการกีฬา<br />
]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[กลุ่มเวชศาสตร์การกีฬา สำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา กรมพลศึกษา]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[กลุ่มเวชศาสตร์การกีฬา สำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา กรมพลศึกษา]]></dcterms:source>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9304">
    <dcterms:title><![CDATA[การพัฒนาแบบสำรวจสถานะสุขภาพชนิดผู้ตอบประเมินตนเองขององค์การอนามัยโลกสำหรับคนไทย]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Development of WHO&#039;s health state description for Thais]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[การปฏิรูประบบสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[อนามัย, สุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงแบบสำรวจสถานะสุขภาพชนิดให้ผู้ตอบเป็น ผู้ประ เมินเอง (Self-Assessment Health State Description) ที่พัฒนาขึ้นโดยองค์การอนามัยโลก ทั้งนี้เพื่อทำให้แบบสำรวจดังกล่าวมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของคนไทย โดยคณะ ผู้วิจัยได้แปลแบบสำรวจสถานะสุขภาพ และนำไปทดสอบเบื้องต้นก่อน 1 ครั้ง เพื่อปรับภาษาไทยที่แปลให้สื่อความหมายเข้าใจได้ง่ายขึ้น ก่อนนำไปทดสอบจริงในกลุ่มตัวอย่างจำนวน 420 คน ใน 5 จังหวัดที่มีลักษณะของความเป็นตัวแทนของแต่ละภาค คือ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดชลบุรี จังหวัดยะลา และกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวนประชากรกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ทดสอบแบบสำรวจนี้กระจายครอบคลุมประชากรเพศหญิง เพศชาย และกลุ่มอายุ 5 กลุ่ม (กลุ่มอายุ 18-29 ปี กลุ่มอายุ 30-44 ปี กลุ่มอายุ 45-59 ปี กลุ่มอายุ 60-69 ปี และ กลุ่มอายุ 70 ปี ขึ้นไป) ใน สัดส่วนที่เท่าๆ กัน และได้นำผลการทดสอบมาปรับแก้แบบสำรวจสถานะสุขภาพ ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ทำแบบทดสอบนี้ตอบข้อคำถามการประเมินสุขภาพโดยรวมวันนี้ (คำถาม ข้อที่ 1.1) คำถามการประเมินสุขภาพโดยรวมเกี่ยวกับความยากลำบากในการทำกิจวัตรประจำวันทั้งสถานะสุขภาพทางกายและสถานะสุขภาพทางจิตใจและอารมณ์ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา (คำถามข้อที่ 1.2) และ ข้อคำถามย่อยทุกข้อในการประเมินสถานะสุขภาพมิติย่อยทั้ง 8 มิติ ได้แก่ มิติการเคลื่อนไหว มิติการดูแลตนเอง มิติความเจ็บปวดและ/หรือความไม่สุขสบาย มิติการมีสมาธิ มิติ สัมพันธภาพกับบุคคลอื่น มิติการมองเห็น มิติการนอนหลับและ/หรือความมีชีวิตชีวา และมิติภาวะอารมณ์/จิตใจ และมิติความเจ็บปวดหรือไม่สุขสบาย ไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งอาจอธิบายได้ว่า คำถามทุกข้อเป็นคำถามที่มีความคงที่สูง นอกจากนี้ยังพบความสอดคล้องกันระหว่างคำตอบที่ได้จากคำถามข้อ 1.2 กับคำตอบที่ได้จากคำถามในมิติสุขภาพทั้ง 8 มิติ ซึ่งแสดงว่าข้อคำถามในแบบประเมินภาวะสุขภาพนี้มีความน่าเชื่อถือ และในการหาความสัมพันธ์ของคำตอบจากการประเมินภาวะสุขภาพรายข้อระหว่างกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ผลการศึกษาพบว่าคำตอบการประเมินภาวะ สุขภาพรายข้อ ทุกข้อ ระหว่าง 2 กลุ่ม มีความสัมพันธ์กัน แสดงว่าแบบวัดนี้น่าจะมีค่าความเที่ยงสามารถนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะทางประชากรคล้ายคลึงกันได้]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[สุชาดา ทวีสิทธิ์]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[จินตนา วัชรสินธุ์]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2546]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9305">
    <dcterms:title><![CDATA[ผลของการออกกาลังและการบริโภคอาหารต่อการเกิดโรคสมองเสื่อม โรคไตเรื้อรัง โรคเบาหวาน และโรคหัวใจและหลอดเลือดในประชากรไทยในจังหวัดอุบลราชธานี (Impact of physical activity and diet on the development of dementia, chronic kidney disease, diabetes and cardiovascular disease in a Thai general population in Ubon Ratchathani) โครงการต่อเนื่อง ปีที่ 2]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[การบริโภคอาหาร, ภาวะสมองเสื่อม, เบาหวาน]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[ประเสริฐ บุญเกิด และคนอื่นๆ]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[หอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description></rdf:RDF>
