<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dcterms="http://purl.org/dc/terms/">
<rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9552">
    <dcterms:title><![CDATA[การวิจัยนโยบายสาธารณะ : ประเมินกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่นในระดับพื้นที่]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[ศูนย์บริการวิชาการเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[ศูนย์บริการวิชาการเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9551">
    <dcterms:title><![CDATA[ประสิทธิภาพและความเหมาะสมของการประเมิน LEPTO-SCORE]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[ LEPTO-SCORE]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9550">
    <dcterms:title><![CDATA[เครือข่ายชุมชนและประชาสังคม: แนวคิด ประสบการณ์ ตัวอย่าง<br />
]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[เครือข่ายชุมชน]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9549">
    <dcterms:title><![CDATA[การศึกษาการใช้เลือดสำหรับการผ่าตัดแบบ elective และแนวทางการเตรียมเลือดที่เหมาะสม]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Surgical blood use in Sappasittiprasong Hospital with application to the maximum surgical blood order schedule]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[การถ่ายเลือด]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[การศึกษาการใช้เลือดสำหรับการผ่าตัดแบบ elective และแนวทางการเตรียมเลือดที่เหมาะสม	การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา เก็บข้อมูลการผ่าตัด elective ทุกชนิด ย้อนหลังปี 2540 จากรายงานของกลุ่มงานวิสัญญีวิทยาและเวชระเบียน วิเคราะห์แยกตามชนิดการผ่าตัด โดยใช้ค่าดัชนีบ่งชี้ถึงการจองและใช้เลือดในการผ่าตัดได้แก่ % crossmatch, % transfusion และอัตราส่วนจำนวนยูนิตเลือดที่จองกับเลือดที่ใช้ crossmatch transfusion ratio (CT ratio) ผลการศึกษาสามารถรวบรวมรายงานผู้ป่วยได้ 4,693 ราย จากการให้การระงับความรู้สึก 6,757 ครั้ง คิดเป็น 69.4% แบ่งชนิดการผ่าตัดตามอวัยวะได้ 106 ชนิด จัดกลุ่มการผ่าตัดเป็น 4 กลุ่มใหญ่ กลุ่มที่ 1 มีค่า % crossmatch และ % transfusion มากกว่า 30 % เป็นกลุ่มที่มีโอกาสใช้เลือดมากมี 25 ชนิด กลุ่มที่ 2 มีค่า % crossmatch มากกว่า 30 % แต่ % transfusion น้อยกว่า 30 % จำนวน 31 ชนิดกลุ่มที่ 3 มีค่า % crossmatch น้อยกว่า 30 % แต่ % transfusion มากกว่า 30 % จำนวน 6 ชนิดกลุ่มที่ 4 มีค่า % crossmatch และ % transfusion น้อยกว่า 30 % จำนวน 44 ชนิดทั้ง 4 กลุ่มมีค่า CT ratio = 2.57 : 1 , 8.95 : 1 , 1.82 : 1 และ 10.73 : 1 ตามลำดับกลุ่มที่1เป็นกลุ่มที่มีโอกาสใช้เลือดมากได้กำหนดค่าจำนวนยูนิตเลือดไว้ในตาราง MSBOS กลุ่มที่ 2 และ 4 เป็นกลุ่มที่มีโอกาสใช้เลือดน้อย เสนอให้เตรียมเลือดสำหรับผ่าตัดโดยใช้ระบบ “Type &amp; Screen” ส่วนกลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มที่มีการจองเลือดน้อย แต่มักได้มีการให้เลือดจริง ไม่เกิดปัญหาสิ้นเปลืองจึงควรเตรียมเลือดตามที่ทีมผ่าตัดต้องการ]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[ดวงแก้ว บุศราวงศ์]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[สุพจน์ สายทอง]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[วิไล พีระภาณุรักษ์]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2543]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9548">
    <dcterms:title><![CDATA[รายงานผลการศึกษาในโครงการ สรุปบทเรียนและสังเคราะห์องค์ความรู้เชิงประสบการณ์การทำงานสร้างเสริมสุขภาพ กรณีการป้องกันและการดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง และการสร้างพลังชุมชนในการจัดการสุขภาพตนเอง]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง--การดูแล]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[สุพัตรา ศรีวณิชชากร และคณะ]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9547">
    <dcterms:title><![CDATA[รายงานฉบับสมบูรณ์ การพัฒนาเครือข่ายระบบบริการสร้างเสริมสุขภาพร่วมกับพลังชุมชน]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[การส่งเสริมสุขภาพ--การมีส่วนร่วมในชุมชน]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[ทัศนีย์ สุมามาลย์]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สำนักพัฒนาระบบบริการสุขภาพ]]></dcterms:source>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9546">
    <dcterms:title><![CDATA[รายงานการวิจัย เรื่อง การศึกษาฉันทามติเกี่ยวกับการจัดบริการสถานเลี้ยงดูเด็กในประเทศไทย]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[A study of collective opinions regarding some aspects of childcare center management in Thailand]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[เด็ก -- การดูแล]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[เด็ก -- การสงเคราะห์]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[การศึกษาฉันทามติเกี่ยวกับการจัดบริการสถานเลี้ยงดูเด็กในประเทศไทย	งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาฉันทามติเกี่ยวกับการจัดบริการสถานเลี้ยงดูเด็กในเรื่อง 1) วัตถุประสงค์ของการจัดบริการ และเป้าหมายด้านคุณลักษณะของเด็ก 2)องค์กรหลักที่เป็นผู้นำหรือแกนกลางในการจัดบริการและประสานงานระหว่างกลุ่มผู้ให้บริการสถานเลี้ยงดูเด็ก 3) บทบาทของรัฐ ชุมชน และเอกชนในการจัดบริการสถานเลี้ยงดูเด็ก และ 4) กลไกเพื่อการควบคุมตรวจสอบ และประเมินคุณภาพการจัดบริการสถานเลี้ยงดูเด็ก	กลุ่มตัวอย่างของการศึกษาฉันทามติคือ กลุ่มแรก ประกอบด้วย กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายของประเทศและของหน่วยงานที่มีหน้าที่หลักในการพัฒนาเด็กวัย 0 – 6 ปี และนักวิชาการ ได้แก่ วุฒิสมาชิกและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ดูแลเรื่องการพัฒนาเด็ก นักวิชาการเรื่องเด็ก จากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชน ตลอดจนนักวิชาการในหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการจัดบริการสถานรับเลี้ยงดู ปลัดกระทรวง อธิการบดีกรมที่ทำงานเกี่ยวกับเด็ก ประธานมูลนิธิของเอกชน กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มผู้ประสานงานการใช้นโยบาย ได้แก่ ศึกษาธิการเขตการศึกษา ศึกษาธิการจังหวัด และศึกษาธิการอำเภอ ในจังหวัดเชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา ชลบุรี นนทบุรีและศึกษาธิการเขตในกรุงเทพมหานคร กลุ่มที่สาม คือ กลุ่มผู้ปฏิบัติงาน ประกอบด้วย ครู/อาจารย์ใหญ่ หัวหน้าศูนย์ เจ้าของกิจการ เจ้าอาวาส และอิหม่าม ผู้นำองค์การบริหาร ส่วนตำบล ครู พี่เลี้ยง และผู้ดูแลเด็ก กลุ่มสุดท้ายคือ กลุ่มผู้รับบริการ ได้แก่ ผู้ปกครอง โดยมี กลุ่มตัวอย่างรวมทั้งสิ้น 1,663 คน โดยมีประเด็นที่ศึกษาในกลุ่มต่าง ๆ ดังนี้คือ ประเด็นแรก เรื่องวัตถุประสงค์ของการจัดบริการ และเป้าหมายด้านคุณลักษณะของเด็ก ศึกษาในกลุ่มนักวิชาการ วุฒิสมาชิก และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วัตถุประสงค์ด้านองค์กรหลักที่เป็นผู้นำหรือแกนกลาง ในการจัดบริการศึกษาในกลุ่มผู้กำหนดนโยบายผู้ประสานงานการใช้นโยบาย และผู้ปฏิบัติงาน วัตถุประสงค์ด้านบทบาทของรัฐ ชุมชน และเอกชนในการจัดบริการสถานเลี้ยงดูเด็ก ศึกษาในกลุ่มนักวิชาการและนักการเมือง และวัตถุประสงค์ด้านกลไกเพื่อการควบคุมตรวจสอบและประเมิน คุณภาพสถานเลี้ยงดูเด็ก ศึกษาในกลุ่มนักวิชาการผู้ปฏิบัติงานและผู้ปกครองจากผลการวิจัยพบว่าฉันทามติเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการจัดบริการสถานเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย (0 - 6 ปี) ที่สำคัญมากที่สุดคือ เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการถูกต้องตามหลักวิชา และเพื่อฝึกนิสัยพื้นฐานในการอยู่ร่วมกันกับบุคคลอื่นในสังคม และเป้าหมายที่สำคัญมากที่ต้องการเกิดกับเด็กวัย 0 – 3 ปี และ 3+ - 6 ปี จากการให้บริการของสถานเลี้ยงดูเด็ก คือ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีพัฒนาการด้านจิตใจ อารมณ์ สังคม อย่างสมดุล และมีความสุข และในเด็กวัยเรียน 3+ - 6 ปี มีเป้าหมายที่สำคัญมากเพิ่มขึ้นอีก 1 ข้อ คือ มีความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้น รัฐจึงควรนำฉันทามติดังกล่าวไปกำหนดเป็นหลักเกณฑ์สำคัญของการจัดตั้งสถานเลี้ยงดูเด็กทั้งภาครัฐและเอกชน โดยสถานเลี้ยงดูเด็กทุกแห่งต้องปฏิบัติได้ตามเกณฑ์นี้ จึงจะได้รับการยอมรับ ในการนี้รัฐจะต้องเป็นผู้นำในการระดมความคิดจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ปฏิบัติเพื่อการหารูปแบบเนื้อหา และวิธีการในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะช่วยให้สถานเลี้ยงดูเด็กแต่ละแห่ง สามารถเลือกให้เข้ากับลักษณะเฉพาะของตน และจัดดำเนินการได้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายพร้อมกันนั้นรัฐจะต้องให้ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และเอกชน ผู้ประกอบการ ผู้ปกครอง ประชาชนทั่วไป ได้มีความรู้ความเข้าใจตรงกันว่าวัตถุประสงค์และเป้าหมายดังกล่าวคืออะไร และทุกคนมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรที่จะทำให้วัตถุประสงค์และเป้าหมายดังกล่าวสัมฤทธิ์ผล]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[ดุษฎี โยเหลา]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[ลัดดาวัลย์ เกษมเนตร]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[ประทีป จินงี่]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2544]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9545">
    <dcterms:title><![CDATA[ความคาดหวัง การใช้บริการด้านสุขภาพ และผลกระทบของการจัดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า : มุมมองของประชาชน รายงานวิจัยเล่มที่ 3 โครงการติดตามประเมินผลการจัดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ระยะที่สอง (2546-47)]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Expectation, Health Seeking Behavior, and Impacts of Universal Health Coverage : People&#039;s Views]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[การส่งเสริมสุขภาพ -- นโยบายด้านสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[นโยบายด้านสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[ระบบประกันสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบในระยะแรกของการจัดให้มีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (และโครงการ “30 บาทรักษาทุกโรค”) ที่มีต่อประชาชน จากมุมมองของประชาชนเอง โดยคำนึงถึงพฤติกรรมการเลือกวิธีรักษาพยาบาลและการเลือกใช้สถานพยาบาลของประชาชนและปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการรักษาพยาบาล รวมทั้งความต้องการ ความคาดหวัง และปัญหาที่ประชาชนประสบในการรักษาพยาบาล	ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยเรื่องรายได้ สิทธิในการรักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง สภาวะและอาการของโรค กลุ่มอายุของผู้ป่วย และข้อมูลที่ประชาชนมีล้วนแล้วแต่มีส่วนกำหนดทางเลือกในการรักษาพยาบาล และในหลายกรณี ปัจจัยเหล่านี้มีความสัมพันธ์กันด้วย รายได้มีผลต่อการเลือกสถานพยาบาลทั้งโดยทางตรงและโดยทางอ้อม (เช่น การเลือกไปที่คลินิกเพราะเวลาที่ใช้ในการรอรับการบริการที่โรงพยาบาลมีผลกระทบต่อรายได้มากกว่าค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้) สิทธิในการรักษาพยาบาลที่แต่ละบุคคลมีผลในการเลือกสถานพยาบาลเช่นกัน ประชาชนมักจะทราบถึงความแตกต่างของสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างกัน แต่ในหลายกรณีจะไม่ทราบรายละเอียดในสิทธิประโยชน์ของสิทธิ์ที่ตนมี ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง (รวมค่าที่พักและค่าอาหารของญาติที่ต้องไปดูแลผู้ป่วย) มักจะมีผลต่อการเลือกวิธีและสถานที่รักษาพยาบาล เช่น ประชาชนในชนบทมักจะซื้อยาแก้หวัดหรือยาลดไข้ที่ร้านขายของชำในท้องถิ่น ประชาชนบางกลุ่มเลือกไปคลินิกเพราะไม่ต้องรอนาน ประชาชนที่อยู่ใกล้สถานีอนามัยมักจะใช้บริการของสถานีอนามัย ในขณะที่ประชาชนที่อยู่ไกล จะซื้อยาที่ร้านขายยาหรือไปคลินิก ประชาชนที่มีพาหนะมักจะใช้บริการของสถานพยาบาลมากกว่าผู้ที่ไม่มีพาหนะเป็นของตัวเอง ในเรื่องสภาวะและอาการของโรคนั้น ประชาชนมักจะพยายามวินิจฉัยความเจ็บป่วยของตนอยู่ตลอดเวลา เพื่อจะตัดสินใจว่าควรเลือกวิธีการรักษาอย่างไร ถ้าคาดว่าความเจ็บป่วยที่เป็นอยู่จะหายเองได้ ก็อาจจะปล่อยให้หายเอง ถ้ามีอาการที่คิดว่าไม่หายเองก็จะเริ่มพึ่งยาจากร้านขายของชำหรือร้านขายยา แต่ถ้ายังรักษาไม่หายหรือมีอาการมากขึ้นก็จะไปพบแพทย์ การไปพบแพทย์จึงมักเป็นโรคที่รักษาเองแล้วไม่หายหรือไม่ทราบว่าตัวเองเป็นโรคอะไร กลุ่มอายุของผู้ป่วย ในแทบทุกพื้นที่พบว่าเมื่อเด็กไม่สบาย ผู้ปกครองมักจะพาเด็กไปรับการรักษาในที่คาดว่าจะทำให้หายได้เร็ว เช่นที่คลินิก แต่ถ้าเป็นผู้สูงอายุก็มักไปที่สถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลซึ่งมักจะใช้เวลาในการรอนาน โดยประชาชนมักให้ความเห็นว่าโรคของผู้สูงอายุมักเป็นอาการที่ค่อยเป็นค่อยไปและรอได้ ผู้สูงอายุเองก็มักจะไม่ต้องการเป็นภาระทางการเงินสำหรับลูกหลาน สำหรับข้อมูลที่ประชาชนมีนั้น การรับรู้สิทธิ์ของตนทำให้ประชาชนลดความกังวลเมื่อต้องไปติดต่อกับสถานพยาบาล ซึ่งโครงการ 30 บาทมีส่วนช่วยให้ประชาชนมีข้อมูลที่ชัดเจนขึ้น	สรุปผลการศึกษาได้ว่าแม้ว่าโครงการ “30 บาทรักษาทุกโรค” จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลให้กับประชาชนบางส่วน แต่มีประชาชนอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ไปใช้บริการเนื่องจากเวลาที่ต้องใช้ในการรอรับบริการนานเกินไป และไม่เชื่อมั่นในคุณภาพการให้บริการ ผู้มีรายได้น้อยมักจะให้ความสำคัญกับการรักษาฟรีหรือเก็บเงินน้อยเช่นโครงการ 30 บาทมากที่สุด ประชาชนกลุ่มรายได้อื่นๆ จะให้ความสำคัญกับการมีหมอพยาบาล และโรงพยาบาลที่เพียงพอและการได้รับการปฏิบัติที่ดีจากหมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ หรือสิทธิในการเลือกสถานพยาบาล มากกว่าการมีโครงการรักษาฟรีน้อยที่สุด อย่างไรก็ตามประชาชนกลุ่มตัวอย่างส่วนมากต้องการให้มีโครงการนี้ต่อไป เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและเพื่อเป็นหลักประกันสำหรับตนเองในกรณีป่วยหนัก กลุ่มตัวอย่างจากทุกภาคสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นของการให้บริการของสถานพยาบาลโดยเฉพาะในด้านการต้อนรับของเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตามยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ไว้วางใจคุณภาพการรักษาพยาบาลของโครงการ “30 บาทรักษาทุกโรค” โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มรายได้สูงและปานกลาง ซึ่งไม่ค่อยได้ไปใช้บริการของโครงการนี้ในปัจจุบัน]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[อัญชนา ณ ระนอง]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[วิโรจน์ ณ ระนอง]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2548]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9544">
    <dcterms:title><![CDATA[โครงการสรุปบทเรียนและสังเคราะห์องค์ความรู้การพัฒนาบริการสุขภาพชุมชน ]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[ชุมชน--บริการส่งเสริมสุขภาพ--ไทย]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[สถาบันวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน]]></dcterms:creator>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สถาบันวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9543">
    <dcterms:title><![CDATA[การพัฒนาระบบการบริหารจัดการทีมหมอครอบครัว:<br />
การประยุกต์ใช้แนวคิดการประเมินความต้องการจำเป็นและแนวคิดการเป็นผู้ชี้แนะและพี่เลี้ยง<br />
the development management system model of family care team: application needs assessment and coaching &amp; mentoring]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[การจัดการ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[แพทย์]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[ปัณฐวิชญ์ มุ่งสมัครศรีกุล<br />
]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สำนักงานสาธารณสุขอำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:rights><![CDATA[กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก]]></dcterms:rights>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description></rdf:RDF>
