<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dcterms="http://purl.org/dc/terms/">
<rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9662">
    <dcterms:title><![CDATA[ระบบสารสนเทศแบบคอมพิวเตอร์ในโรงพยาบาลและคุณภาพการดูแลรักษาผู้ป่วย]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Computerized information system in hospital and quality of care]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[ระบบบริการสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[ปัจจุบันมีการนำเอาคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในกระบวนการดูแลรักษาและให้บริการใน โรงพยาบาลต่างๆในประเทศไทย เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการจัดทำรายงานประกอบการเบิกจ่ายงบประมาณตามโครงการประกันสุขภาพต่างๆ โดยที่ยังไม่แน่ชัดว่ามีความสัมพันธ์กับคุณภาพการดูแลรักษาผู้ป่วยซึ่งกำลังได้รับความสำคัญมากน้อยเพียงใดการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการใช้ระบบสารสนเทศแบบคอมพิวเตอร์และคุณภาพการดูแลรักษาผู้ป่วย โดยได้แบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ 1.การทบทวนเอกสารทางวิชาการต่างๆที่เกี่ยวข้อง 2.การสำรวจข้อมูลโรงพยาบาลทั่วประเทศ 3.การศึกษามุมมองของผู้เกี่ยวข้อง และ 4.การวิเคราะห์เชิงลึกระบบที่ได้รับความนิยม	ประเด็นสำคัญที่ได้จากการศึกษา พบว่าโรงพยาบาลในประเทศไทยกว่าร้อยละ 80 โดยเฉพาะโรงพยาบาลขนาดใหญ่และโรงพยาบาลเอกชน ได้นำเอาคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการรายงานเป็นสำคัญ ปัจจุบันมีการใช้ระบบอย่างน้อย 44 ชนิดที่แตกต่างกันและไม่สามารถเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากนัก การลงทุนเป็นจำนวนมหาศาลในเรื่องระบบสารสนเทศแบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลต่างๆ ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจะมีความคุ้มค่ามากน้อยเพียงใด เมื่อเทียบกับปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบสุขภาพ ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงความเสี่ยงทางคลินิกต่อผู้ป่วยที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้คอมพิวเตอร์ปัญหาสำคัญที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขปรับปรุง ได้แก่ ความไม่พร้อมของระบบ โดยเฉพาะทรัพยากรบุคคล ทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ ในขณะที่ระบบที่มีอยู่ยังไม่สามารถจัดการได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากนัก นอกจากนี้ หน่วยงานส่วนกลางหลายแห่งยังมีปัญหาในการประสานงาน ผู้ให้บริการจึงยังคงต้องจัดการแก้ไขปัญหาด้วยตนเองภายใต้ข้อจำกัดในเรื่องทรัพยากรและความเข้าใจ]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[กฤษณ์ พงศ์พิรุฬห์	]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2548]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9661">
    <dcterms:title><![CDATA[คู่มือการสร้างเสริมสุขภาพกําลังพล]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[ทหาร--สุขภาพและอนามัย]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[การสร้างเสริมสุขภาพกำลังพลกรมยุทธบริการทหาร และครอบครัว โครงการสร้างเสริมสุขภาพกำลังพล กรมยุทธบริการทหารและครอบครัว เป็นโครงการนำร่องการวิจัยเชิงปฏิบัติการ วัตถุประสงค์เพื่อหาวิธีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพ สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ และสิ่งแวดล้อมทางสังคม โดยมุ่งหวังให้กำลังพลและครอบครัวมีสุขภาพดีขึ้น สามารถทำงานได้อย่างมีความสุข และปลอดภัย มีครอบครัวที่อบอุ่น และปราศจากปัญหายาเสพย์ติดในชุมชนของตน โดยให้กำลังพล และครอบครัวได้มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมในโครงการให้มากที่สุด มีกำลังพลเข้าร่วมโครงการ 997 คน และสมาชิกในครอบครัวรวม 1,227 คน	การวิจัยโครงการนี้ ทำการประเมินผลโดยเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มเป้าหมาย ๓ กลุ่ม ได้แก่ ผู้บริหาร กำลังพล และ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการแพทย์ที่รับผิดชอบดูแลสุขภาพกำลังพล โดยใช้วิธีตอบแบบสอบถาม สุ่มสัมภาษณ์ และการจัดกิจกรรมเพื่อระดมวิสัยทัศน์หาปัญหา และแนวทางแก้ปัญหาของกำลังพล ร่วมกับการสำรวจสิ่งแวดล้อมทางกายภาพบริเวณสถานที่ทำงาน และที่พักอาศัย รวบรวมวิเคราะห์ข้อมูลหลังการดำเนินโครงการ 1 ปี สามารถทำได้สำเร็จตามขั้นตอนที่กำหนดภายในกรอบระยะเวลาตามแผนทั้ง 18 ขั้นตอน พบการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มเป้าหมายทั้ง 3 กลุ่ม ดังนี้ กำลังพลมีความรู้เกี่ยวกับสุขภาพดีขึ้น พฤติกรรมสุขภาพเปลี่ยนแปลงในด้านดีขึ้น เช่น การสูบบุหรี่เดิมร้อยละ 26.90 ลดลงเหลือร้อยละ 24.82 ผลการตรวจสุขภาพประจำปีมีแนวโน้มดีขึ้น เช่น ผู้มีน้ำหนักเกินร้อยละ 18.21 เหลือร้อยละ 9.43 ผู้เป็นโรคอ้วนเดิมร้อยละ 4.07 เหลือร้อยละ 2.86 ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงเดิมร้อยละ 11.27 เหลือร้อยละ 10.36 ผู้บริหารมีการปรับปรุงด้านสวัสดิการ การป้องกันอุบัติเหตุ และเปลี่ยนแปลงนโยบาย กฎ ระเบียบ ของหน่วยงานที่เอื้อต่อสุขภาพ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการแพทย์ได้ปรับปรุงการบริการเป็นเชิงรุก เพิ่มการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคแทนการตั้งรับส่วนใหญ่รักษาพยาบาลผู้ป่วยอยู่ที่ห้องตรวจโรคเช่นเดิม ผลการวิจัยโครงการนี้สามารถนำมาเผยแพร่ขยายผลใช้เป็นแนวทางสร้างเสริมสุขภาพกำลังพลหน่วยอื่นของกองทัพไทยได้ต่อไป]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[กมลพร สวนสมจิตร]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2543]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9660">
    <dcterms:title><![CDATA[การคุ้มครองผู้บริโภคในระบบประกันสุขภาพของไทย]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Consumer protection system in Thai health insurance]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[การคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[ความปลอดภัยของผู้บริโภค]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[	การพัฒนาระบบการคุ้มครองผู้บริโภคไม่เพียงแต่จะทำให้ประชาชนสามารถใช้บริการสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น กลับจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาคุณภาพบริการในทางอ้อมได้อีกด้วย ในการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประมวลสถานการณ์การคุ้มครองผู้บริโภคในระบบประกันสุขภาพของไทย และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาระบบดังกล่าว โดยที่ระบบประกันสุขภาพที่ศึกษาประกอบด้วยระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า(30 บาทรักษาทุกโรค) ระบบประกันสังคม และระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ โดยมีกรอบการศึกษาเพื่อประเมินในเรื่องสิทธิของประชาชนใน 5 ด้านคือ สิทธิในการเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็น สิทธิในการได้รับบริการที่มีคุณภาพ สิทธิในการได้รับบริการที่ครบถ้วนตามชุดสิทธิประโยชน์ สิทธิในการเข้าร่วมบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพ และสิทธิในการรับรู้ข้อมูลที่จำเป็น วิธีการศึกษาประกอบด้วย การประชุมอภิปรายกลุ่มผู้เกี่ยวข้องเพื่อรวบรวมข้อมูลสถานการณ์และข้อเสนอเชิงนโยบาย การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติโดยใช้แบบสอบถาม การศึกษาเชิงเอกสารเพื่อประมวลข้อมูลที่จำเป็นสำหรับประชาชนในระบบประกันสุขภาพและได้มีการส่งผลการศึกษาเบื้องต้นไปยังผู้แทนภาคประชาชนในคณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพประจำจังหวัดเพื่อให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงรายงานฉบับสมบูรณ์ ในการศึกษาได้ผลที่สำคัญดังนี้ ยังพบว่ามีประชาชนที่ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบประกันสุขภาพเนื่องจากไม่มีหลักฐานการแสดงสิทธิการเป็นคนไทย ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อคุณภาพบริการและยาค่อนข้างน้อยโดยเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องได้รับบริการสุขภาพหรือยาที่มีราคาแพง ประชาชนกลุ่มเฉพาะได้แก่ ผู้พิการ ผู้ติดเชื้อHIV และผู้ป่วยเอดส์ และผู้ใช้แรงงานนอกระบบทางการไม่ได้รับบริการที่ครบถ้วนตามที่กำหนดในชุดสิทธิประโยชน์ระบบฐาน ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับประชาชนยังไม่เพียงพอ และระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหาร จัดการระบบประกันสุขภาพอยู่ในระดับต่ำ ในการศึกษามีข้อสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญได้แก่ 1. การเร่งตรวจสอบเพื่อหากลุ่มคนที่ยังเข้าไม่ถึงระบบประกันสุขภาพเนื่องจากขาดหลักฐานแสดงสิทธิโดยร่วมมือกับภาคประชาชนและองค์กรเอกชนในการค้นหากลุ่มคนดังกล่าว และในระหว่างนี้การให้บริการแก่คนเหล่านี้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้จึงจำเป็นต้องมีการจัดสรรงบประมาณไปช่วยเหลือกลุ่มสถานพยาบาลเหล่านี้ 2. เร่งการประเมินและพัฒนาสถานพยาบาลในทุกระดับทั้งของรัฐและเอกชน 3. ประชาชนต้องเข้าร่วมในการบริหารจัดการในทุกระดับ ตั้งแต่การกำหนดนโยบาย การบริหารจัดการระบบโดยทำหน้าที่เป็นผู้ซื้อบริการระดับท้องถิ่น เข้าร่วมในคณะกรรมการบริหารสถานพยาบาล การเป็นผู้ให้บริการโดยเฉพาะบริการด้านการส่งเสริมสุขภาพ การติดตามตรวจสอบคุณภาพบริการ ความครบถ้วนของบริการตามชุดสิทธิประโยชน์ การจัดการข้อร้องเรียน การเผยแพร่ข้อมูลที่จำเป็นให้กับประชาชนโดยเฉพาะในเขตพื้นที่ห่างไกล โดยรัฐสนับสนุนการรวมกลุ่มของประชาชนในชุมชนให้เป็นผู้ทำหน้าที่ดังกล่าว 4. ข้อมูลที่จำเป็นที่จะต้องเผยแพร่สู่ประชาชนได้แก่ ข้อมูลในการเลือกสถานพยาบาล ข้อมูลในการตัดสินใจรับบริการการแพทย์ และข้อมูลเพื่อเพิ่มความรู้ความเข้าใจในระบบประกันสุขภาพและการใช้บริการที่ถูกต้อง]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[ยุพดี ศิริสินสุข]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2549]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9659">
    <dcterms:title><![CDATA[การศึกษาทิศทางการผลิตกำลังคนสายสาธารณสุขภายใต้การผลิตของหน่วยงานสถาบันพระบรมราชชนก]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[สถาบันพระบรมราชชนก]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ<br />
]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9658">
    <dcterms:title><![CDATA[การสร้างเสริมสุขภาพกําลังพล กรมยุทธบริการทหารและครอบครัว]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Health Promotion in the Support Services Department&#039;s Personel and their Families]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[ทหาร--สุขภาพและอนามัย]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[การสร้างเสริมสุขภาพกำลังพลกรมยุทธบริการทหาร และครอบครัว โครงการสร้างเสริมสุขภาพกำลังพล กรมยุทธบริการทหารและครอบครัว เป็นโครงการนำร่องการวิจัยเชิงปฏิบัติการ วัตถุประสงค์เพื่อหาวิธีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพ สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ และสิ่งแวดล้อมทางสังคม โดยมุ่งหวังให้กำลังพลและครอบครัวมีสุขภาพดีขึ้น สามารถทำงานได้อย่างมีความสุข และปลอดภัย มีครอบครัวที่อบอุ่น และปราศจากปัญหายาเสพย์ติดในชุมชนของตน โดยให้กำลังพล และครอบครัวได้มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมในโครงการให้มากที่สุด มีกำลังพลเข้าร่วมโครงการ 997 คน และสมาชิกในครอบครัวรวม 1,227 คน	การวิจัยโครงการนี้ ทำการประเมินผลโดยเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มเป้าหมาย ๓ กลุ่ม ได้แก่ ผู้บริหาร กำลังพล และ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการแพทย์ที่รับผิดชอบดูแลสุขภาพกำลังพล โดยใช้วิธีตอบแบบสอบถาม สุ่มสัมภาษณ์ และการจัดกิจกรรมเพื่อระดมวิสัยทัศน์หาปัญหา และแนวทางแก้ปัญหาของกำลังพล ร่วมกับการสำรวจสิ่งแวดล้อมทางกายภาพบริเวณสถานที่ทำงาน และที่พักอาศัย รวบรวมวิเคราะห์ข้อมูลหลังการดำเนินโครงการ 1 ปี สามารถทำได้สำเร็จตามขั้นตอนที่กำหนดภายในกรอบระยะเวลาตามแผนทั้ง 18 ขั้นตอน พบการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มเป้าหมายทั้ง 3 กลุ่ม ดังนี้ กำลังพลมีความรู้เกี่ยวกับสุขภาพดีขึ้น พฤติกรรมสุขภาพเปลี่ยนแปลงในด้านดีขึ้น เช่น การสูบบุหรี่เดิมร้อยละ 26.90 ลดลงเหลือร้อยละ 24.82 ผลการตรวจสุขภาพประจำปีมีแนวโน้มดีขึ้น เช่น ผู้มีน้ำหนักเกินร้อยละ 18.21 เหลือร้อยละ 9.43 ผู้เป็นโรคอ้วนเดิมร้อยละ 4.07 เหลือร้อยละ 2.86 ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงเดิมร้อยละ 11.27 เหลือร้อยละ 10.36 ผู้บริหารมีการปรับปรุงด้านสวัสดิการ การป้องกันอุบัติเหตุ และเปลี่ยนแปลงนโยบาย กฎ ระเบียบ ของหน่วยงานที่เอื้อต่อสุขภาพ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการแพทย์ได้ปรับปรุงการบริการเป็นเชิงรุก เพิ่มการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคแทนการตั้งรับส่วนใหญ่รักษาพยาบาลผู้ป่วยอยู่ที่ห้องตรวจโรคเช่นเดิม ผลการวิจัยโครงการนี้สามารถนำมาเผยแพร่ขยายผลใช้เป็นแนวทางสร้างเสริมสุขภาพกำลังพลหน่วยอื่นของกองทัพไทยได้ต่อไป]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[กมลพร สวนสมจิตร]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2543]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9657">
    <dcterms:title><![CDATA[โครงการคำถามการวิจัยและปัญหาที่ควรได้รับการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับคุณภาพของบริการสุขภาพในประเทศไทย : ระยะที่ 2]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[The research questions on quality and quality improvement in health care Thailand project : Phase 2]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[ระบบบริการสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[บริการทางการแพทย์--การควบคุมคุณภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[บริการสุขภาพ--นโยบาย]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[โครงการวิจัยคำถามการวิจัยและปัญหาที่ควรได้รับการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับคุณภาพของบริการสุขภาพในประเทศไทย นี้ประกอบด้วยการศึกษา 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ซึ่งเป็นการทบทวนประสบการณ์การทำวิจัยด้านคุณภาพของบริการสุขภาพ และการทำข้อเสนอกรอบคำถามของการวิจัยเบื้องต้น และระยะที่ 2 การสำรวจสถานการณ์และข้อคำถามของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะผู้ให้และผู้รับบริการ ต่อคุณภาพของระบบบริการสุขภาพและการพัฒนาคุณภาพในวงกว้างและสรุปกรอบยุทธศาสตร์ของการทำงานวิจัยด้านคุณภาพบริการการดูแลสุขภาพ งานวิจัยนี้เป็นการนำเสนอผลการศึกษาในระยะที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจสถานการณ์ ความมั่นใจและข้อคำถามของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อคุณภาพของระบบบริการสุขภาพและการพัฒนาคุณภาพในวงกว้างซึ่งประเด็นในวงกว้างที่ข้อมูลจากการศึกษาในระยะที่ 1 บ่งชี้ว่ามีความสำคัญ ได้แก่ การสนับสนุนกระบวนการพัฒนาคุณภาพบริการ ความปลอดภัยของผู้ป่วย ความคาดหวังและการได้รับบริการของประชาชนผู้รับบริการ โดยทำการศึกษาเชิงพรรณนาโดยการสำรวจแบบภาคตัดขวางด้วยแบบสอบถามแบบทำด้วยตนเองในกลุ่มผู้ให้บริการทางสุขภาพ และกลุ่มผู้รับบริการที่มารับบริการที่โรงพยาบาลของรัฐและเอกชน 39 โรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชน รวมถึงศูนย์สุขภาพชุมชนและสถานีอนามัยอีก 39 แห่งในพื้นที่ 12 เขต กับกรุงเทพมหานคร ทำการศึกษาเชิงพรรณนาโดยการสำรวจแบบภาคตัดขวางด้วยแบบสอบถามแบบทำด้วยตนเองในกลุ่มผู้เยี่ยมสำรวจคุณภาพของสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล การศึกษาเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ใช้บริการที่ศูนย์สุขภาพ ชุมชนและการศึกษาเชิงพรรณนาโดยการสำรวจแบบภาคตัดขวางผ่านการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยมีระยะเวลาดำเนินการ ระหว่าง มกราคม 2547 ถึง ธันวาคม 2547	ผลการศึกษาพบว่า ได้ประเด็นวิจัยที่น่าสนใจจากมุมมองของผู้ให้บริการสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาคุณภาพ จำนวน 33 ประเด็น ประเด็นที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้ป่วย 40 ประเด็น ประเด็นเกี่ยวกับศูนย์สุขภาพชุมชน 4 ประเด็น นอกจากนี้ยังได้ประเด็นวิจัยที่น่าสนใจจากกลุ่มผู้เยี่ยมสำรวจคุณภาพอีก 12 ประเด็น ซึ่งหลายประเด็นมีความเกี่ยวข้องหรือคล้ายคลึงกันกับประเด็นที่ได้จากกลุ่มผู้ให้บริการสุขภาพ สำหรับกลุ่มผู้รับบริการ พบประเด็นวิจัยที่น่าสนใจ จำนวน 22 ประเด็นทั้งนี้ผลที่ได้เมื่อพิจารณาในภาพรวมพบว่าเป็นรายละเอียดที่สอดคล้องกับผลที่ได้จากการศึกษาในระยะที่ 1]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์...[และคนอื่นๆ]]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2548]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9656">
    <dcterms:title><![CDATA[โครงการศึกษากลไกสุขภาพภาคประชาชนกับกระบวนการปฏิรูประบบสุขภาพ : กรณีศึกษากลไกสุขภาพภาคกลาง 2546]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Project: popular mechanism for health system reform : Case study of mechanism in central Thailand, 2003]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[การปฏิรูประบบสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[ระบบบริการสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[การศึกษาครั้งนี้ประกอบดวยการศึกษากลไกสุขภาพภาคประชาชน กับกระบวนการปฏิรูประบบสุขภาพ จากปรากฏการณที่เกิดขึ้นในเวทีสมัชชาสุขภาพในพื้นที่ระดับจังหวัดและระดับภาค เปนอันดับหนึ่ง ที่ทําใหเห็นภาพกระบวนการที่นาจะเปนการกอกําเนิด ถึงกลไกภาคประชาชนที่รวมตัวกันเพื่อการปฏิรูประบบสุขภาพเปนการศึกษาที่ทําใหเห็นปจจัยบางประการในกระบวนการสมัชชา ที่สรางใหเกิดภาคีเครือขายภาคประชาชน องคประกอบที่สองของการศึกษานี้คือศึกษาตอเนื่องลงไปในพื้นที่ หลังจากมีการดําเนินการในเวทีสมัชชาผานไป กวา 3-4 เดือน เพื่อติดตาม การดําเนินงานของเครือขาย ที่เคยเขารวมเวทีสมัชชาวามีการดําเนินการตอไปอยางไร และประชาชนในทองถิ่นดังกลาว มีการรับรูเกี่ยวกับการปฏิรูปนี้อยางไร ในการติดตามเครือขายในภาคกลางนั้น ได มีการสุมตัวอยางศึกษาในจังหวัด สุพรรณบุรี ราชบุรี และเครือขายในลุมน้ำแมกลอง นอกจากนี้งานวิจัยนี้ยังพยายาม เขาใจถึงการรวมตัว/กอกําเนิดของกลไกภาคประชาชน ในภาคกลาง เพื่อใหเห็นความเชื่อมโยงกับการทํางานของกระบวนการปฏิรูประบบสุขภาพ และ ในองคประกอบทีสามของการศึกษาวิจัยครั้งนี้คือ การศึกษาการรับรูและการกอตัวของกลไกภาคประชาชนในเขต กรุงเทพมหานครและปริมณฑลซึ่งเปนทั้งศูนยกลางขาวสาร และศูนยรวมของสมัชชา สุขภาพแห่งชาติ	จากการศึกษาพบวา กลไกสุขภาพภาคประชาชนที่เขามามีสวนรวมในกระบวนการปฏิรูปผานกลไก ของสมัชชาทั้งระดับพื้นที่และระดับชาตินั้น เปนภาคีเครือขายประชาชนที่ทํางานในเรื่องตางๆ ที่หลากหลาย และ ในประเด็นที่ทองถิ่นนั้นมีปญหามากอนหนา การปฏิรูประบบสุขภาพ กระบวนการปฏิรูปนี้ ใชกลไกภาคประชาชน ที่มีอยูไดอยางเหมาะสม แตเปนที่นาสนใจว่ากระบวนการดังกลาว หลอหลอมใหกลไกเหลานี้ไดรวมเปนหนึ่ง เดียวกับการปฏิรูปสุขภาพอยางไร และสําเร็จเพียงใด ซึ่งจากการศึกษาพบวา กระบวนการดังกลาวประสบผลในระดับหนึ่งกับแกนนํา แตยังคงตองทํางานตอเนื่องใหเกิดการหลอหลอมอยางแทจริง การรับรูตอกระบวนการ ปฏิรูป การเรียนรูรวมกันกันของกลไกตางๆนี้ยังคงตองผลักดันใหประสบผลสําเร็จตอไป	ความเขาใจในกระบวนการปฏิรูประบบสุขภาพ สําหรับประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ยังถือวาอยูในเกณฑที่ต่ำมากหรือไมมีการรับรูในเรื่องนี้แตอยางใด สวนใหญจะเห็นวาการ ดําเนินการในภาครัฐ คือการปฏิรูปผานระบบราชการ การปฏิรูปการบริการสาธารณสุข ดวยกลไกของหลักประกันสุขภาพรวมไปถึง การปฏิรูปโดยผานการณรงค การออกกําลังกาย และอาหารปลอดภัย ซึ่งเปนการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน เปนที่รับรูไดของภาคประชาชน แตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการเคลื่อนไหวเพื่อใหมีพระราชบัญญัติสุขภาพนั้น ไมเปนที่เขาใจหรือรับรูในหมูประชาชนในเมืองเทาที่ควร ทั้งที่เปนกลุมที่อยูในศูนยกลางของการรวมตัวเพื่อการ เปลี่ยนแปลงผานกลไกสมัชชาสุขภาพแหงชาติ รายงานนี้ไดเสนอใหเห็นปจจัยในกระบวนการทํางานที่คณะทํางานเพื่อการขับเคลื่อนภาคประชาชน อาจจะนําไปเปนประโยชนไดบางไมมากก็น้อย]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[สุวจี กู๊ด]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2547]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9655">
    <dcterms:title><![CDATA[การประเมินสถานสงเคราะห์คนชราของรัฐ : ศึกษาเฉพาะกรณีสถานสงเคราะห์ 3 แห่ง]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[An evaluation of governmental homes for the aged: case studies of the three homes for the aged]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[สถานสงเคราะห์คนชรา]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[การศึกษาวิจัยเรื่องนี้เป็นการประเมินสถานสงเคราะห์คนชราของรัฐ ศึกษาเฉพาะกรณีสถานสงเคราะห์คนชรารวม 3 แห่ง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณผสมผสานกับเชิงคุณภาพ กรอบแนวคิดที่ใช้นั้นได้ดัดแปลงมาจากรูปแบบการประเมิน CIPP และมีการนำมิติหญิงชายมาวิเคราะห์ข้อมูลร่วมด้วย	ผลการศึกษาจากการประเมินบริบทแวดล้อมของสถานสงเคราะห์คนชรา พบว่าพื้นที่ของสถานสงเคราะห์และสภาพแวดล้อมมีผลต่อปฏิสัมพันธ์และพฤติกรรมของผู้สูงอายุและพบด้วยว่าชุมชนใกล้เคียงสถานสงเคราะห์และสาธารณชน ยังไม่มีส่วนร่วมในการดำเนินงานและการตรวจสอบการดำเนินงานของสถานสงเคราะห์คนชราแต่อย่างใด	ในด้านการประเมินผู้สูงอายุในสถานสงเคราะห์คนชรา พบว่า ผู้สูงอายุที่เป็นกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นหญิงมากกว่าชาย และมีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในระดับล่าง สาเหตุที่เข้ามาอยู่ในสถานสงเคราะห์ก็เพราะไม่มีผู้ดูแลอยู่ที่บ้าน ทั้งนี้ผู้สูงอายุในสัดส่วนที่สูงไม่เข้าร่วมกิจกรรมใดๆ ของสถานสงเคราะห์เลยเพราะปัญหาสุขภาพ อย่างไรก็ดีผู้สูงอายุส่วนใหญ่ก็มีทัศนะว่าชีวิตในสถานสงเคราะห์ปัจจุบันดีขึ้นกว่าแต่ก่อน ซึ่งผลของการศึกษายังพบแนวโน้มที่ผู้สูงอายุจะมีการศึกษาและมีฐานะเศรษฐกิจสังคมสูงขึ้น ทำให้สถานสงเคราะห์ต้องเผชิญกับปัญหาการเรียกร้องสิทธิของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ	เมื่อนำมิติหญิงชายมาวิเคราะห์ ก็พบว่าผู้สูงอายุชายมีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมดั้งเดิมดีกว่าผู้หญิง มีรายได้ปัจจุบันมากกว่าผู้หญิง สุขภาพร่างกายแข็งแรงมากกว่า และมีเครือญาติมากกว่าผู้หญิง อีกทั้งยังเข้าร่วมกิจกรรมมากกว่าผู้หญิงด้วย ในด้านจิตใจพบว่าผู้สูงอายุชายมีสุขภาพจิตดีกว่าผู้สูงอายุหญิง มีความต้องการทางจิตใจและจิตวิญญาณน้อยกว่าผู้หญิง ส่วนในด้านศักยภาพก็พบว่า แม้สัดส่วนของผู้หญิงที่มีความถนัดหรือความชำนาญจะสูงกว่าผู้ชาย แต่เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ผู้ชายต้องการทำประโยชน์ให้แก่ชุมชนและสังคมมากกว่าผู้หญิง และในประการสุดท้าย ผู้สูงอายุหญิงต้องการอยู่ในสถานสงเคราะห์คนชราตลอดไปมากกว่าผู้ชาย	ผลประเมินในด้านทรัพยากรในการบริหารงานของสถานสงเคราะห์ พบว่ามีการใช้จ่ายทรัพยากรไปในการสงเคราะห์ผู้สูงอายุต่อบุคคลค่อนข้างสูงถึงปีละ 34,500 บาท ในด้านนโยบายพบว่านโยบายของสถานสงเคราะห์คนชราต่างๆ ในสังกัดกรมประชาสงเคราะห์ยังขาดเอกภาพ เพราะยึดถือกรอบนโยบายหลายกรอบ และแผนงานกับโครงการก็มีความยืดหยุ่นสูงเกินไป อีกทั้งยังไม่มีกลไกในการติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามแผนงานกับโครงการดังกล่าวด้วย ในด้านการบริหารงานก็พบว่า สถานสงเคราะห์คนชราในต่างจังหวัดมีความเป็น “อาณาจักร” สูง และยึดโยงกับส่วนกลางมากจนยังมิได้เป็นหน่วยงานในส่วนภูมิภาคอย่างแท้จริง ส่วนในด้านการบริหารงบประมาณ ก็พบว่าสถานสงเคราะห์แต่ละแห่งยังต้องพึ่งพาการรับบริจาคจากสาธารณชนมาก และในด้านการบริหารบุคลากรก็พบว่า การกระจายตัวของบุคลากรในแต่ละสถานสงเคราะห์ยังไม่สมดุล และไม่เป็นไปตามกรอบอัตรากำลังที่ตั้งไว้	ในด้านการให้บริการของสถานสงเคราะห์ พบว่ามีการรับผู้สูงอายุที่ไม่เดือดร้อนจำเป็นจริง ๆ เข้าสถานสงเคราะห์คนชรา และพบด้วยว่าจุดแข็งของสถานสงเคราะห์ ก็คือ สามารถตอบสนองความต้องการด้านกายภาพของผู้สูงอายุได้เป็นอย่างดี แต่ข้อจำกัดก็คือไม่อาจตอบสนองความต้องการด้านจิตใจและจิตวิญญาณของผู้สูงอายุได้ ส่วนในด้านการปฏิบัติงานของบุคลากร ก็พบว่าปัญหาสำคัญได้แก่บุคลากรระดับล่างยังไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร และ บุคลากรสถานสงเคราะห์เองก็ยังไม่อาจจะแก้ไขปัญหาของผู้สูงอายุในสถานสงเคราะห์ ที่นับวันก็จะทวีความรุนแรงมากขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ	ในด้านผลการดำเนินงานของสถานสงเคราะห์ พบว่าบริการและกิจกรรมมีความพอเพียงแล้ว และเจ้าหน้าที่ก็ปฏิบัติต่อผู้สูงอายุอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม แต่สิ่งที่ไม่เป็นธรรม ก็คือผู้สูงอายุที่มีฐานะดีและปานกลางค่อนข้างดี ได้รับประโยชน์จากสถานสงเคราะห์เท่าเทียมกับผู้สูงอายุที่ยากจน ไร้ที่พึ่งพา และการที่ผู้สูงอายุถดถอยยังเข้าไม่ถึงบริการกับกิจกรรมของสถานสงเคราะห์เท่าที่ควร ส่วนในด้านความยั่งยืนของบริการและกิจกรรม ก็พบว่าผู้สูงอายุเป็นผู้รอรับบริการมากกว่าการมีส่วนร่วม จึงยังไม่อาจเรียกได้ว่ามีความยั่งยืนอย่างแท้จริงได้ ในประการสุดท้าย คือ ผลกระทบที่เกิดจากสถานสงเคราะห์นั้น พบว่าการที่ผู้สูงอายุและครอบครัวยากจนได้รับประโยชน์จากการที่ผู้สูงอายุเข้ามารับการสงเคราะห์ จัดได้ว่าเป็นผลกระทบทางตรง ส่วนผลกระทบทางอ้อมที่สำคัญ ก็คือ การที่สถานสงเคราะห์เป็นจุดให้กำเนิดของศูนย์บริการผู้สูงอายุในชุมชน]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[จิราลักษณ์  จงสถิตมั่น]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[พรประภา  สินธุนาวา]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[พรประภา  สินธุนาวา]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2543]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9654">
    <dcterms:title><![CDATA[พันธกิจ สวรส. ในการตอบสนองเป้าประสงค์ในอนาคต พ.ศ.2548-2552]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[HSRI mission and strategy development process study for goal achievement in the future 2005-2009]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข--พันธกิจ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[การบริหารสาธารณสุข]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[นโยบายสาธารณสุข]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้แนวคิดพันธกิจสำหรับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส) ที่จะตอบสนองต่อเป้าหมายในอนาคตในระยะ 5 ปีข้างหน้า (พ.ศ.2548-2552) เพื่อนำผลที่ได้มาเสนอเป็นกรอบทางเลือกเบื้องต้นให้กับคณะกรรมการ สวรส. ใช้เป็นแนวทางในการกำหนดพันธกิจ ผู้วิจัยได้ใช้หลักการของการมองอนาคต (foresight) และการศึกษาพันธกิจของ สวรส. จากอดีตถึงปัจจุบันพร้อมผลงานต่างๆ ในแต่ละยุคสมัยของ สวรส.(พ.ศ.2540-2546) นำมากำหนดกรอบคำถามในการสัมภาษณ์ระดับลึกผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งได้แก่นักวิชาการ,ผู้กำหนดนโยบายด้านสาธารณสุข,ผู้บริหารทางด้านสุขภาพ และผู้ให้บริการด้านสุขภาพ จำนวนทั้งสิ้น 20 ท่าน ในประเด็นที่เกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน แนวโน้มและความไม่แน่นอนทางด้านสังคม เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่จะมีผลกระทบต่อระบบสุขภาพของประชาชนในอนาคต ในการแปลผล ผู้วิจัยนำข้อมูลที่ได้รับจากการสัมภาษณ์มาสังเคราะห์ แล้วนำมาจัดเป็นโครงเรื่องของภาพอนาคตที่มีความสามารถในระดับหนึ่งในการสะท้อนถึงพันธกิจของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขในอีก 5 ปีข้างหน้าและนำประเด็นที่เป็นความเหมือน และความแตกต่างมาสรุปเป็นภาพอนาคต 3 ภาพ ดังนี้สวรส.เป็นองค์กรสร้างความรู้และจัดการความรู้เพื่อการพัฒนาประเทศ โดยเป็นองค์กรที่สร้างความรู้เพื่อชี้นำและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับวิสัยทัศน์ ความคิด และทิศทางของสังคม และเป็นองค์กรที่ทำงานวิจัยเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นวัฒนธรรมการเรียนรู้ของชุมชน ตลอดจนการใช้ความรู้เพื่อการตัดสินใจในการทำงานด้านระบบสุขภาวะของประชาชน ในภาพนี้ สวรส. ยังคงสร้างงานวิจัย นักวิจัย และผู้ที่นำผลงานวิจัยไปสู่การปฏิบัติ เน้นการสร้างนวัตกรรมเพื่อการเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ดีกว่าสวรส.เป็นองค์กรวิชาการที่มีการบริหารจัดการนำความรู้ไปใช้ในเชิงระบบ โดย สวรส.เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงทางด้านสุขภาวะในเชิงระบบและสร้างกระแสการเปลี่ยนแปลงที่มีโครงสร้างรองรับด้วยการบริหารจัดการเชิงระบบ และทำหน้าที่เป็นองค์กรที่มีการบริหารจัดการสร้างกลไกเชื่อมโยงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและผู้ปฏิบัติการในทุกภาคส่วนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการปรับปรุงระบบ สุขภาพ ในภาพนี้เน้นการใช้ทรัพยากรให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ผลักดันความรู้และงานวิจัยให้เป็นนโยบายสาธารณะ โดยอาศัยความร่วมมือจากองค์กรหุ้นส่วนสวรส.เป็นองค์กรที่สร้างความเข้มแข็งให้กับภาคประชาชนในเชิงวิชาการ มุ่งให้ประชาชนดูแลสุขภาพได้ด้วยตนเองโดยมีฐานความรู้จากงานวิจัยเชิงระบบที่ถูกนำไปย่อยให้ง่าย สะดวกต่อการนำไปใช้ และประชาชนทั่วไปหรือหน่วยงานองค์กรต่างๆ สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ตัดสินใจในการใช้ทรัพยากรในการพัฒนาประเทศ เน้นการส่งเสริมสนับสนุนการสร้างความรู้ไปพร้อมกับกิจการการผลักดันการเคลื่อนไหวของสังคมและภาคส่วนต่างๆเป็นผู้สนับสนุนและจุดประกายให้องค์กรท้องถิ่นเพิ่มศักยภาพในการทำวิจัยระบบสุขภาพด้วยตนเองเน้นการสร้างเครือข่ายการทำงานแบบพหุภาค โดยให้ความสำคัญกับงานวิจัยในระดับองค์กรภาคประชาชน และเป็นตัวกลางสำคัญในการติดต่อให้ภาคองค์กรประชาชนจับมือร่วมกับเอกชนในการสร้างองค์ความรู้ร่วมกัน]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[ฉัตรวรัญ องคสิงห์]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2547]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9653">
    <dcterms:title><![CDATA[กรณีศึกษา การพัฒนาธุรกิจคนพิการ]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[คนพิการ -- การจ้างงาน]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[อาภาพรรณ ชนานิยม, วัชรา ริ้วไพบูลย์ และวรรณพร บุญเรือง]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description></rdf:RDF>
