<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dcterms="http://purl.org/dc/terms/">
<rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9672">
    <dcterms:title><![CDATA[การศึกษาคุณภาพชีวิตคนพิการในอำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา<br />
quality of life the disabled in huai thalaeng district,<br />
nakhon ratchasima province]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[คนพิการ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[พรทิวา ดาทอง<br />
]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:rights><![CDATA[กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก]]></dcterms:rights>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9671">
    <dcterms:title><![CDATA[รายงานการวิจัย เรื่อง การหาแนวทางพัฒนารูปแบบการบริการสาธารณสุขของโรงพยาบาลสิรินธร : กรณีศึกษาชุมชนริมเขื่อน]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Search for methods to develop the health service model at Sirinthorn hospitals : a case study of the community by the dam]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[สาธารณสุข -- ไทย<br />
]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[สุขภาพ -- นโยบายของรัฐ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[การหาแนวทางพัฒนารูปแบบการบริการสาธารณสุขของโรงพยาบาลสิรินธร : กรณีศึกษาชุมชนริมเขื่อน	การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการศึกษาชุมชนแบบการประเมินสภาวะชนบทแบบเร่งด่วน(Rapid Rural Appraisal-RRA) มีวัตถุประสงค์เพื่อหารูปแบบการบริการสาธารณสุข ด้านการส่งเสริมสุขภาพของโรงพยาบาลสำหรับชุมชนริมเขื่อน ให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติและการรับรู้ของ ชุมชน ใช้การสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview)เก็บรวบรวมข้อมูล โดยสัมภาษณ์ผู้รู้ในชุมชน และผู้รู้ในระดับครอบครัว ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์ร่วมกันในเชิงเนื้อหาแลว้นำไปให้ชุมชนร่วมตรวจสอบ	ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนริมเขื่อนมีสภาพกายภาพที่แห้งแล้ง ไม่มีที่นา และที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ชาวบ้านมีอาชีพหลักคือ อาชีพรับจ้างทั่วไป เป็นชุมชนที่ต้องพึ่งพิงจากภายนอกสูง ทั้งเชิงอาชีพและอาหารที่ต้องหาจากนอกชุมชน ชุมชนมีแบบแผนการรักษาพยาบาลเมื่อเกิดการเจ็บป่วยอยู่ 3 รูปแบบ โดยจำแนกตามรูปแบบของการเจ็บป่วย ได้แก่การเจ็บป่วยฉุกเฉิน การเจ็บป่วยเรื้อรัง และการเจ็บป่วยทั่วไป ซึ่งแต่ละแบบมีการรับรู้และแบบแผนการรักษาที่แตกต่างกันไป นอกจากนี้ชาวบ้านยัง มีความเข้าใจผิดและการรับรู้ในด้านพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพอยู่บางประการ โดยเฉพาะที่เป็นความเชื่อที่ได้สืบต่อกันมา เช่น การใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาโรคทุกอย่าง การเลี้ยงดูทารกด้วยนมข้นหวาน เป็นต้น เมื่อศึกษาถึงแนวทางที่ชุมชนและโรงพยาบาลจะร่วมมือกันในการดำเนินงานด้านการส่งเสริมสุขภาพ พบว่าผู้ที่มีบทบาทสำคัญ ได้แก่ชาวบ้าน ผู้นำหมู่บ้าน อ.ส.ม. และบุคลากรของโรงพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข โดยชาวบ้านตระหนักและเห็นความสำคัญของการส่งเสริมสุขภาพ และเห็นว่าควรได้รับความรู้เพื่อให้เกิดพฤติกรรมที่ถูกต้อง และเน้นการพัฒนา อ.ส.ม.ให้มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ควรเน้นการสร้างเครือข่ายสุขภาพในชุมชน ให้ความรู้เรื่องการใช้ยา เน้นการให้สุขศึกษาที่สอดคล้องกับปัญหาของชุมชน ขณะเดียวกันโรงพยาบาลควรเน้นการพัฒนาระบบบริการเชิงรุก โดยมีทีมงานเพื่อทำงานร่วมกับชุมชน]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[วิยะดา ฆารวิพัฒน์...[และคนอื่นๆ]]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2544]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9670">
    <dcterms:title><![CDATA[ความเป็นไปได้ของแหล่งเงินต่างๆ ตามมาตรา 39 ในพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ในทัศนะของผู้สันทัดกรณี]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Potential sources of finance for the universal health care coverage fund by the article 39 of the 2002 national health security act : Key informants perspective]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[ระบบประกันสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[แหล่งการเงินของโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในขณะนี้มาจากการจัดทำคำขอจากเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาลโดยเลือกใช้การจัดทำงบประมาณปลายปิดด้วยอัตราเหมาจ่ายรายหัวคูณกับจำนวนประชากรที่ขึ้นทะเบียน จากประสบการณ์ที่ผ่านมา พบว่า กระบวนการนี้ต้องลงทุนลงแรงในการจัดทำอย่างมาก โดยที่ไม่มีหลักประกันใดๆว่าจะได้รับอนุมัติงบประมาณอย่างเพียงพอตามอัตราเหมาจ่ายที่เหมาะสมกับต้นทุนและอัตราการใช้บริการในแต่ละปี สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและประชาชนควรต้องจัดให้มีกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติขึ้นตาม พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 โดยมีแหล่งเงินหลักที่ไม่ผูกขาดอยู่กับเงินงบประมาณประจำปีของรัฐบาลเพียงแหล่งเดียวดังเช่นที่เป็นอยู่การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอข้อดีและข้อจำกัดของแหล่งเงินต่างๆของกองทุนจำนวน 8 แหล่งเงินตามที่ระบุในมาตรา 39 พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ด้วยสองวิธีการ ได้แก่การระดมสมองนักวิจัยในทีมงาน และ การสอบถามความเห็นจากผู้สันทัดกรณีด้วยแบบสอบที่สร้างขึ้นใหม่โดยการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ ผลการศึกษาจากการระดมสมองของนักวิจัยพบว่า มาตรา 39 (2) เงินจากองค์กรปกครองท้องถิ่น, (3) การเก็บเงินจากผู้ใช้บริการ และ (8) การเก็บเงินสมทบ มีศักยภาพในการที่จะเป็นแหล่งการเงินของกองทุนฯได้ แต่มีข้อจำกัดของแต่ละแหล่งเงินที่ยากในการเป็นแหล่งเงินหลักของกองทุนฯ ผลจากแบบสอบถามความคิดเห็นผู้สันทัดกรณีจำนวน 20 ชุด พบว่า ความเป็นไปได้ทางการเมืองเป็นประเด็นสำคัญที่สุดต่อการตัดสินใจเลือกแหล่งการเงินให้กองทุน ปัจจัยรองลงมา ได้แก่ ความยั่งยืนของแหล่งการคลัง ความเสมอภาคในสังคม ความเป็นไปได้ในทางปฎิบัติ ส่วนการยอมรับของสังคมเป็นประเด็นที่ได้รับความเห็นว่ามีความสำคัญน้อยที่สุด ผลจากการให้ค่าคะแนนความเป็นไปได้ตามประเด็นทั้งห้าข้างต้นในแต่ละแหล่งการคลังที่ถ่วงน้ำหนักตามความสำคัญของแต่ละประเด็นแล้ว พบว่า การเพิ่มภาษีบุหรี่ เหล้า และเบียร์ เป็นแหล่งที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด จากความเป็นไปได้ทางการเมืองมีมาก การยอมรับทางสังคมสูง มีความยั่งยืนในการเป็นแหล่งเงิน และ การดำเนินการทำได้ง่าย ในทางกลับกัน การเก็บเงินสมทบจากผู้มีสิทธิ์มีความเป็นไปได้น้อยที่สุด เนื่องจากการยอมรับของสังคมน้อย และ ความยุ่งยากในการดำเนินการ นอกจากนี้ยังพบว่าการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มมีความเป็นไปได้น้อยที่สุดในทางการเมืองและเป็นทางเลือกที่แย่ที่สุดในด้านความเสมอภาค แบบสอบถามที่ใช้เป็นแบบสอบถามที่ถูกพัฒนาขึ้นใหม่จากพื้นฐานความรู้ ความเข้าใจการเงินการคลังระบบสุขภาพไทย กระบวนการตอบแบบสอบถามเลือกใช้การประชุมเชิงปฏิบัติการที่มีการให้ข้อมูลแก่ผู้ตอบแบบสอบถามอย่างรอบด้าน เพราะต้องทำความเข้าใจให้ตรงกัน จึงเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ได้ตัวอย่างแบบสอบถามจำนวนจำกัด แต่ก็เป็นตัวอย่างที่มาจากนักวิชาการหลากหลายสถาบันทั้งในองค์กรวิชาการและภาคปฏิบัติ ผลที่ได้จากการศึกษาในครั้งนี้ให้ความรู้เชิงประจักษ์ในเรื่องทางเลือกแหล่งการเงินการคลังของกองทุนฯ ซึ่งถือได้ว่าเป็นความรู้ใหม่อย่างหนึ่งของแหล่งการเงินการคลังในระบบสุขภาพไทย นอกจากความรู้ใหม่ทางวิชาการที่ได้แล้ว ผลการศึกษาครั้งนี้ยังเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับการศึกษาแหล่งการคลังของกองทุนฯ ในระยะยาวต่อไปด้วย]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[วลัยพร พัชรนฤมล...[และคนอื่นๆ]]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2548]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9669">
    <dcterms:title><![CDATA[การวิเคราะห์ต้นทุนต่อหน่วยบริการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดนครราชสีมา<br />
unit costs analysis in district health promotion hospital nakhon ratchasima province]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[สถานีอนามัย]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[เพียงใจ แก้วกันเนตร์<br />
]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:rights><![CDATA[กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก]]></dcterms:rights>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9668">
    <dcterms:title><![CDATA[การประเมินระบบฐานข้อมูลกำลังคนด้านสุขภาพเพื่อนำไปสู่การพัฒนาตัวชี้วัดเชิงนโยบายกำลังคนด้านสุขภาพ (HRH Code Indicators)]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[การสำรวจสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ<br />
]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9667">
    <dcterms:title><![CDATA[การใช้ประโยชน์งานวิจัยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ<br />
]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9666">
    <dcterms:title><![CDATA[รายงานการวิจัย เรื่อง ระบบกลไก และประสิทธิภาพของสถานเลี้ยงดูเด็กของภาครัฐและเอกชนในประเทศไทย]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[The child-center&#039;s system, mechanism, effectiveness and efficiency for both public and private]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[สถานเลี้ยงเด็ก]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[สถานเลี้ยงเด็ก--ไทย]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ทั่วไปคือ เพื่อศึกษา ระบบ กลไกและประสิทธิภาพของสถานเลี้ยงดูเด็กของภาครัฐและเอกชนในปัจจุบัน และมีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อศึกษาว่าระบบและกลไกในโรงเรียนอนุบาล/ศูนย์/สถานเลี้ยงดูเด็ก มีประสิทธิผล และประสิทธิภาพหรือไม่สถานศึกษาดังกล่าวของภาครัฐและเอกชนมีระบบ กลไก ประสิทธิผล และประสิทธิภาพในการดำเนินงานต่างกันมากน้อยเพียงใด	การวิจัยนี้ มี 2 ระยะ ระยะแรกเป็นการสำรวจข้อมูลในระดับกว้าง ซึ่งสุ่มจากโรงเรียนอนุบาล/สถานเลี้ยงดูเด็ก/ศูนย์เด็กทั่วประเทศ ได้ 149 โรง ในจังหวัดต่างๆ 6 จังหวัด คือ กทม. เชียงใหม่ สงขลา ขอนแก่น ชลบุรี และลพบุรี ทำการรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ผู้บริหารหน่วยงานในกรุงเทพฯ 18 คน และผู้บริหารโรงเรียนอนุบาล/สถานเลี้ยงดูเด็ก/ศูนย์เด็ก 149 คน สอบถามด้วยแบบสอบถาม ครู/ผู้ดูแลเด็ก 776 คน ผู้ปกครอง 2,073 คน ได้ผลสรุปเกี่ยวกับสภาพการบริหารจัดการ ความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบ กลไก และผลดำเนินงาน ตลอดจนคุณภาพของเด็ก	การรวบรวมข้อมูลระยะที่สอง เป็นการเจาะลึกเฉพาะ 19 โรง ใน 2 จังหวัดคือ กทม. กับ ลพบุรี โดยรวบรวมข้อมูลด้านการเงินจากโรงเรียน สัมภาษณ์ผู้บริหาร 19 คน สอบถามด้วยแบบสอบถาม ครู/ผู้ดูแลเด็ก 195 คน และผู้ปกครอง 842 คน ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับระบบ กลไก ประสิทธิผล ค่าใช้จ่าย และ ประสิทธิภาพ ดังนี้1.	ในภาพรวม ผลวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้บริหารโรงเรียน/สถานเลี้ยงดูเด็ก/ศูนย์เด็ก จำนวน 149 แห่งทั่วประเทศ พบว่า มีนโยบายและวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเด็ก เพื่อแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง และเพื่อส่งเสริมพัฒนาการให้กับเด็ก ในจังหวัดเชียงใหม่ ขอนแก่น ลพบุรี และชลบุรี จะเน้นที่การเตรียมความพร้อม ส่วนที่กรุงเทพมหานครและสงขลา จะเน้นที่การส่งเสริมพัฒนาการเป็นหลัก ในการจัดการเรียนการสอนถ้าเป็นโรงเรียนอนุบาลจะอิงหลักสูตรของ สปช. หรือ สช. ใช้การรับเข้าไม่จำกัดจำนวน ยกเว้นที่จังหวัดลพบุรี การวัด-ประเมินผลใช้การสังเกตเป็นหลัก การแก้ปัญหาเด็กอาศัยความร่วมมือกับผู้ปกครอง ส่วนใหญ่ขาดแคลนสื่อ อุปกรณ์ ยกเว้นจังหวัดสงขลา ในด้านจำนวนครู/ผู้ดูแลเด็กมีจำนวนเพียงพอแต่ขาดคุณภาพ ซึ่งจำนวนหนึ่งไม่ได้จบมาโดยตรงและยังคงมีปัญหาเรื่องการประสานกับชุมชน	ผลวิเคราะห์ข้อมูลจากครู/ผู้ดูแลเด็กและผู้ปกครอง พบว่า ครู/ผู้ดูแลเด็กมีลักษณะเด่นคือมีมนุษยสัมพันธ์ มีการเตรียมสอนและมีการสอนที่เป็นระบบ สิ่งที่เป็นปัญหาคือ จำนวนและคุณภาพของครูและผู้ดูแลเด็ก งบประมาณ และการสนับสนุนจากผู้บริหารและผู้ปกครอง2.	ในภาพย่อย 19 แห่ง สรุปได้ว่า	(1) ความคิดเห็นของผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับระบบ กลไก และประสิทธิผล จากกรณีศึกษา 19 แห่ง มีผู้ให้ความคิดเห็นว่า 9 แห่ง (ร้อยละ 47.36) มีระบบ กลไก และประสิทธิผลดี	(2)	การเปรียบเทียบ ระบบ กลไก และประสิทธิผล ระหว่างโรงเรียน/สถานเลี้ยงดูเด็ก/ศูนย์เด็กของรัฐกับเอกชน สรุปได้ว่า ของเอกชนดีกว่ารัฐ โดยเป็นของเอกชน 6 ใน 9 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 66.67 และของรัฐ 3 ใน 10 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 30	(3)	การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของโรงเรียน/สถานเลี้ยงดูเด็ก/ศูนย์เด็กของรัฐกับ เอกชน สรุปได้ว่า ของรัฐมีประสิทธิภาพมากกว่าของเอกชน]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[อุทุมพร จามรมาน]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[จีระพันธุ์ พูลพัฒน์]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2544]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9665">
    <dcterms:title><![CDATA[การขับเคลื่อนขบวนการปฏิรูประบบสุขภาพด้วยกลไกสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2546]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[National health assembly 2003 : A reform mechanism and movement in practice]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[การปฏิรูประบบสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[ระบบบริการสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[การศึกษาการขับเคลื่อนขบวนการปฏิรูประบบสุขภาพด้วยกลไกสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2546 เป็นการบันทึกปรากฏการณ์ในการจัดเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในฐานะที่เป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนแปลงบริบทของการมีส่วนร่วมในกระบวนการทางกฎหมายและนโยบายที่มีผลต่อสุขภาพของคนทั้งประเทศ การศึกษานี้รายงานปรากฏการณ์เฉพาะที่เกิดขึ้นในเวทีสมัชชาสุขภาพ และสะท้อน ภาพของสมัชชาสุขภาพ ในฐานะที่เป็นกลไกในการปฏิรูป (Reform Mechanism) ว่า มีรูปแบบ รายละเอียดเป็นอย่างไร เนื่องจากตามหลักการแล้ว การจัดสมัชชา ในลักษณะดังกล่าวเป็นนวัตกรรมทางสังคม ที่สร้างให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ เป็นเวทีทางสังคมมากกว่าเวทีการมีส่วนร่วมทางการเมือง ผลจากการรวมตัวกันของคนในหลายภาคี (partners) หลายกลุ่มที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชน วิชาชีพ วิชาการ การเมือง สื่อและสังคมทั่วไปอาจมีประโยชน์ในเชิงนโยบาย หรือทางการเมืองในบางส่วนที่เกี่ยวข้อง การจัดสมัชชานี้ไม่อาจถือว่าเป็นการประชุมเชิงวิชาการ หรือประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ แต่เป็นกระบวนการที่สร้างสรรค์ ที่พยายามให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน จากฐานความคิดที่แตกต่าง จากพื้นฐานทางเศรษฐกิจ สังคม องค์ความรู้ และพื้นฐานในวิชาชีพที่หลากหลาย การศึกษานี้ได้สะท้อนให้เห็นรูปแบบ กระบวนการสร้างศักยภาพระหว่างกลุ่มบุคคล ด้วยวิธีการศึกษาแบบสังเกตการณ์และบันทึกผ่านการศึกษาเชิงมานุษยวิทยาภาพสะท้อนของการจัดสมัชชานั้น ยังแสดงให้เห็น ความเป็นตัวแทนของการปฏิรูปสุขภาพ (Reform Representative) โดยเฉพาะ การแสดงให้เห็นถึงมิติของการสร้างสุขภาพที่หลากหลาย ที่สะท้อนมุมมองใหม่เกี่ยวกับสุขภาพ ที่มีทั้งกาย จิต สังคม และ จิตวิญญาณ (ปัญญา) การมีจิตสำนึกต่อสุขภาวะของบุคคลและสังคมส่วนร่วม ความเคารพในสิทธิทางสุขภาพของผู้เข้าร่วมเวที และ ความตระหนักถึงความหลากหลายของผู้คน ที่เข้ามาสู่การเรียนรู้ร่วมกันอย่างสมานฉันท์และด้วยวิธีการแบบสันติวิธี สมัชชาสุขภาพนี้มีความแตกต่างไปจากสมัชชาอื่นๆ ที่มีความเป็นสากล เป็นทางการ และมุ่งเน้นให้เกิดฉันทามติบางประการ ในขณะที่สมัชชาสุขภาพนี้เป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การมีส่วนร่วมในหลากหลายรูปแบบ	]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[สุวจี กู๊ด]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2546]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9664">
    <dcterms:title><![CDATA[คือความดีงาม : โครงการถอดบทเรียนการปรับที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อม เพื่อเพิ่มสมรรถนะคนพิการและผู้สูงอายุ จากนโยบายสู่การปฏิบัติ ]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[ที่อยู่อาศัย]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ<br />
]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9663">
    <dcterms:title><![CDATA[รูปแบบและระบบการจัดบริการสถานเลี้ยงดูเด็กที่มีคุณภาพในประเทศไทย : กรณีพินิจศึกษา]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Forms and systems of quality child care services in Thailand: an indepth case study]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[สถานเลี้ยงเด็ก--ไทย]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[รูปแบบและระบบการจัดบริการสถานเลี้ยงดูเด็กที่มีคุณภาพในประเทศไทย: กรณีพินิจศึกษา	ปัจจุบันหน่วยงานหลายแห่งทั้งภาครัฐและเอกชน ได้จัดให้มีบริการสถานเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยในรูปแบบต่าง ๆ ขึ้นอย่างมากมายทั้งในเมืองและชนบท แต่ยังมีปัญหาด้านคุณภาพมาตรฐานของการจัดการบริการ การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสำรวจสถานเลี้ยงดูเด็กที่ถือว่ามีคุณภาพรูปแบบต่าง ๆ ในประเทศไทย โดยวิเคราะห์เจาะลึกลักษณะการจัดบริการเฉพาะรายกรณี เพื่อนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับรูปแบบการจัดบริการ ระบบการดำเนินงาน และปัจจัยกำหนดคุณภาพบริการ 2) ศึกษาเกณฑ์การประเมินคุณภาพสถานเลี้ยงดูเด็กของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดบริการสถานเลี้ยงดูเด็ก ทั้งภาครัฐและเอกชน เปรียบเทียบกับเกณฑ์ของต่างประเทศ เพื่อวิเคราะห์หาเกณฑ์ คุณภาพสถานเลี้ยงดูเด็กที่เหมาะสมภายใต้บริบทของสังคมไทย การเก็บรวบรวมข้อมูลกระทำโดยการสัมภาษณ์ ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงานดูแลเด็ก และผู้ปกครองเด็ก รวมทั้งการสังเกตพัฒนาการเด็ก พฤติกรรมของผู้ดูแลเด็ก และสภาพแวดล้อมของสถานเลี้ยงดูเด็ก ประกอบการบันทึกวิดีทัศน์สถานเลี้ยงดูเด็กที่มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานของหน่วยงานที่รับผิดชอบ จำนวน 20 แห่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และส่วนภูมิภาค ที่ให้บริการแก่เด็กปฐมวัย อายุ 0-6 ปี สังกัดภาครัฐและภาคเอกชน ผลการศึกษาวิจัยพบว่า รูปแบบและระบบการจัดบริการสถานเลี้ยงดูเด็กที่มีคุณภาพ มีรูปแบบการจัดบริการที่หลากหลาย สถานบริการที่ดีมีคุณภาพส่วนใหญ่จะมีระบบบริหารจัดการที่ดีมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการจัดการการเงินอย่างมีแบบแผน และตรวจสอบได้ การจัดบุคลาการที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับงาน โดยบุคลากรได้รับการฝึกอบรมด้านเด็กปฐมวัย บุคลากรมีความรับผิดชอบต่องานสูง และมีความพึงพอใจในงาน มีระบบการจัดบริการดูแลเด็กและกิจกรรมที่เหมาะสมสำหรับเด็กแต่ละวัย ฯลฯ ในการปรับปรุงคุณภาพของสถานบริการเลี้ยงดูเด็ก หน่วยงานต่าง ๆ เกือบทุกสังกัดได้กำหนดมาตรฐานคุณภาพของหน่วยงานขึ้นมาเพื่อประเมินคุณภาพการจัดบริการสถานเลี้ยงดูเด็กในสังกัด ซึ่งพบว่า ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการกำหนดมาตรฐานและตัวชี้วัดในด้านปัจจัยและด้านกระบวนการพัฒนาเด็กมากกว่าด้านผลผลิตคือพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก ทั้งนี้เมื่อพิจารณาเกณฑ์มาตรฐานของต่างประเทศ ควรมีการเพิ่มเติมเกณฑ์มาตรฐานของไทยบางประเด็น ได้แก่ การกำหนดปรัชญาและเป้าหมายการพัฒนาเด็กที่ชัดเจน การให้ความสำคัญกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับเด็ก ครูกับผู้ปกครอง และระหว่างบุคลากรด้วยกัน การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง และการคุ้มครองป้องกันการล่วงละเมิดทางร่างกายและเพศ เป็นต้น รวมทั้งให้มีการจัดทำเกณฑ์คุณภาพมาตรฐานขั้นต่ำของการจัดบริการเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก พร้อมตัวชี้วัด เพื่อนำไปสู่การประกันคุณภาพสถานเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคตต่อไป]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[กุศล สุนทรธาดา]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[จิตตินันท์ เดชะคุปต์]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2544]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description></rdf:RDF>
