<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dcterms="http://purl.org/dc/terms/">
<rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9322">
    <dcterms:title><![CDATA[คู่มือการปฏิบัติงาน งานบริการการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาล และค่าการศึกษาบุตร]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[เงินสวัสดิการข้าราชการ<br />
ค่ารักษาพยาบาล]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[กลุ่มการคลัง กองกลาง กรมพลศึกษา]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[กลุ่มการคลัง กองกลาง กรมพลศึกษา]]></dcterms:source>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9321">
    <dcterms:title><![CDATA[รายงานวิจัย เรื่อง องค์กรทางสังคมและพัฒนาการความเป็นประชาคมตำบล : กรณีศึกษาตำบลเมืองจัง กิ่งอำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Societal organization and development on Tambol Civil Society : case study in Tambon Muang Jung, Nan Province]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[การมีส่วนร่วมทางสังคม]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[	องค์กรทางสังคมและพัฒนาการความเป็นประชาคมตำบล: กรณีศึกษาตำบลเมืองจัง กิ่งอำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน	การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการ บทบาท และศักยภาพของกลุ่ม/องค์กรต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน ที่มีรูปแบบการดำเนินงานในรูปแบบประชาคม ของในตำบลเมืองจัง กิ่งอำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน โดยสัมภาษณ์ระดับลึก ผู้นำ แกนนำ และสมาชิกของ กลุ่ม/องค์กร ต่างๆในตำบลเมืองจัง จำนวน 22 กลุ่ม/องค์กร จากจำนวนทั้งสิ้น 48 กลุ่ม/องค์กร โดยใช้แบบสัมภาษณ์ที่สร้างขึ้นนำมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสรุปผล	ผลการศึกษาพบว่า ตำบลเมืองจัง มีจุดกำเนิดของหมู่บ้านจากเดิม 2 หมู่บ้านแล้วขยายออกเป็น 10 หมู่บ้านในปัจจุบัน มีกลุ่ม/องค์กร ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและจากการจัดตั้งโดยภาครัฐ ถึง 14 ประเภท จำนวน 48 กลุ่ม หลายกลุ่มเป็นเครือข่ายกับกลุ่มฮักเมืองน่าน ผู้นำ แกนนำ หรือสมาชิกของกลุ่ม/องค์กร หลายคนได้รับเลือกเป็นสมาชิกขององค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) ตำบลเมืองจังต่อมาได้รับผลกระทบจากการตัดไม้ ทำลายป่า การบุกรุกที่ทำกิน การส่งเสริมการปลูกพืชเชิงพาณิชย์ รวมทั้งการเคลื่อนย้ายของประชากรเข้าสู่พื้นที่ตำบลเมืองจังมากขึ้น เป็นผลให้เกิดการเสื่อมโทรมของป่า ดิน ระบบนิเวศของแม่น้ำ สัตว์น้ำ มีการบุกรุกป่าเพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมทั้งได้เปิดรับกระแสการพัฒนาจากภายนอกมากขึ้น ทำให้สภาพสังคมของชุมชนเมืองจัง เปลี่ยนแปลงจากสังคมที่มีความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ มาเป็นชุมชนที่เกิดปัญหาหลายด้าน	จากสภาวะปัญหาดังกล่าว ทำให้เกิดผู้นำตามธรรมชาติที่เฉลียวฉลาด มีความซื่อสัตย์ เสียสละ เห็นแก่ส่วนรวมจำนวนมาก และเกิดกลุ่ม/องค์กร ทางสังคมหลายกลุ่ม กระจายไปทุกหมู่บ้านของตำบล รวมทั้งมีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกับองค์กรเอกชนภายนอกตำบลด้วย ได้แก้ไขปัญหาของตนเอง ของชุมชน สามารถพลิกฟื้นสภาวะที่เคยล้มเหลวจากการทำเกษตรกรรม มีหนี้สิน มีปัญหาทางสังคม ให้รอดพ้นจากภาวะวิกฤตดังกล่าวอย่างได้ผลดี เช่น เกิดกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชน 6 กลุ่ม สามารถรักษาป่าชุมชนไว้ได้มากกว่า 17,500 ไร่ เกิดกลุ่มอนุรักษ์พันธุ์ปลา 7 กลุ่ม ทำให้จำนวนและชนิดของปลาในแม่น้ำเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย เกิดกลุ่มเกษตรผสมผสาน 2 กลุ่ม กลุ่มออมทรัพย์ 6 กลุ่ม กลุ่มเยาวชน 5 กลุ่ม กลุ่มเหมืองฝาย 2 กลุ่ม กลุ่มแม่บ้าน 10 กลุ่ม กลุ่มฌาปนกิจ 2 กลุ่ม กลุ่มอาชีพ 3 กลุ่ม กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน(อสม.) 10 กลุ่ม กลุ่มผู้สูงอายุ 10 กลุ่ม รวมทั้งได้สามารถแก้ไขปัญหาการระบาดของยาเสพติดและปัญหาอื่นๆ อย่างได้ผลดี	ทั้งนี้การดำเนินงานของกลุ่ม/องค์กรทางสังคมต่างๆได้รับการสนับสนุนด้วยดีจากหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ กิ่งอำเภอ สถานีตำรวจ โรงเรียน สาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อบต. โดยคณะกรรมการบริหาร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อบต. มีทัศนคติที่ดียิ่งต่อกลุ่ม/องค์กรเหล่านี้ ได้ให้การสนับสนุน เกื้อกูลและมี ประสานงานเป็นอย่างดี แสดงถึงความเข้มแข็งของชุมชนที่ยังคงมีความเป็นสังคมชนบทอยู่มากและระบบเครือข่าย รวมถึงความสามารถในการจัดการ ซึ่งแสดงให้เห็นกระบวนการทำงานในรูปแบบประชาคมของภาคสังคมและภาครัฐในการจัดการกับกิจการภายในของตำบลเมืองจังในระดับที่น่าสนในยิ่ง]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[นิคม ดีพอ...[และคนอื่นๆ]]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2543]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9320">
    <dcterms:title><![CDATA[การประเมินผลการดำเนินงานของแผนงานวิจัยและพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพและระบบการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ (HPP-HIA)]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Healthy public policy and health impact assessment (HPP-HIA)]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ -- การประเมิน]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[การปฏิรูประบบสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[การบริหารสาธารณสุข]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[สาธารณสุข -- นโยบายของรัฐ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)ได้ริเริ่มให้การสนับสนุนแผนงานวิจัยและพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพและระบบการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ (HPP-HIA) โดยมุ่งหวังที่จะพัฒนาให้เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการปฏิรูประบบสุขภาพและการสร้างความเข้มแข็งให้ระบบสุขภาพของชาติในอนาคต โดย สวรส. เห็นว่าช่วงสามปีแรกของการดำเนินการ (2544-2546) เป็นช่วงเวลาของการนำร่อง ทดลองความเหมาะสมและการยอมรับ HPP-HIA ในสังคมไทย และการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรและองค์กรต่างๆ เพื่อแสวงหาแนวทางการพัฒนา HPP-HIA ที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย ปี 2547 นับได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้มีโอกาสทบทวน ประเมินประสบการณ์และพิจารณาทางเลือกในการดำเนินการในอนาคต ภารกิจของทีมประเมินคือการดำเนินการ ประเมินผลแผนงานฯ แบบ empowerment evaluation เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ร่วมประเมินสบการณ์ ความสำเร็จ ปัญหาและข้อจำกัดของแผนงานฯ ตลอดจนแนวทางการปรับปรุงแก้ไขและกำหนดทางเลือกในการพัฒนาแผนงานฯ การประเมินผลครั้งนี้จึงเป็นกระบวนการที่ให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อันจะนำไปสู่การตัดสินใจเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานในทิศทางที่เหมาะสม แผนงานฯ มีแนวทางการดำเนินงาน 4 ด้าน ได้แก่ (1) การวิจัยกรอบการวิเคราะห์ HPP-HIA (2) การพัฒนากรอบโครงสร้างสถาบันที่เกี่ยวข้องกับ HPP-HIA (3) การรวบรวมกลุ่มคนที่มีศักยภาพจำนวนมากพอที่จะผลักดันการเปลี่ยนแปลง และ (4) การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการผลักดันนโยบายสาธารณะที่คำนึงถึงมิติสุขภาพ	โดยมุ่งหวังให้เกิด (1) การเรียนรู้ของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคประชาสังคมและชุมชน (2) การเปลี่ยนแปลงนโยบายให้คำนึงถึงมิติทางสุขภาพมากขึ้นและ (3) การสนับสนุนการขับเคลื่อนการปฏิรูปสุขภาพแห่งชาติ	แผนงานฯ ดำเนินการในลักษณะเครือข่าย มีส่วนงานสำคัญคือ เครือข่ายนโยบายต่างๆ ได้แก่ อุตสาหกรรมและพลังงาน การจัดการทรัพยากรน้ำ การเกษตรและพัฒนาขนบท การพัฒนาเมืองและการขนส่ง และโครงการยุทธศาสตร์ฐานทรัพยากรและข้อตกลงระหว่างประเทศ เครือข่ายภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ และส่วนกลาง ซึ่งรับผิดชอบบริหารจัดการทั่วไป นอกจากนั้นยังได้จัดตั้งและสนับสนุนสำนักพัฒนากระบวนการเรียนรู้นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ และโครงการบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อพัฒนาบุคลากรด้าน HPP-HIAในช่วงปี 2546-2547 ได้เกิด “สถานการณ์ใหม่” ที่สำคัญได้แก่ สวรส. ปรับลดวงเงินสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง และมีการกำหนดแนวทางการดำเนินงานในอนาคตของแผนงาน HPP-HIA]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[ปาริชาติ ศิวะรักษ์...[และคนอื่นๆ]]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2547]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9318">
    <dcterms:title><![CDATA[คู่มือปฏิบัติงานห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์การพลศึกษาและการกีฬา กรมพลศึกษา]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[กรมพลศึกษา -- ห้องสมุด<br />
กรมพลศึกษา -- พิพิธภัณฑ์]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[ห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์การพลศึกษาและการกีฬา กรมพลศึกษา]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[ห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์การพลศึกษาและการกีฬา กรมพลศึกษา]]></dcterms:source>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9317">
    <dcterms:title><![CDATA[รายงานการวิจัย อิทธิพลของธุรกิจต่อสถานเลี้ยงดูเด็กและพ่อแม่ : ศักยภาพที่จะมีผลต่อสุขภาพของเด็กปฐมวัย]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Influence of business on child care center and parents : potential impact on early child health]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[เด็ก -- การเลี้ยงดู]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[เด็ก -- การดูแล]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[อิทธิพลของธุรกิจต่อสถานเลี้ยงดูเด็กและพ่อแม่ : ศักยภาพที่จะมีผลต่อสุขภาพของเด็กปฐมวัย	วัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้ เพื่อศึกษาศักยภาพของความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจ-สถานเลี้ยงดูเด็ก-พ่อแม่ ที่จะมีผลต่อสุขภาพของเด็กปฐมวัย	วิธีวิจัย ใช้การสัมภาษณ์และการสังเกตรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มพ่อแม่ของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และผู้อำนวยการสถานเลี้ยงดูเด็กในเขตเมืองและปริมณฑลของจังหวัดขอนแก่น เชียงใหม่ สงขลา และ กรุงเทพมหานคร เป็นการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถึงธันวาคม พ.ศ. 2542 ทำการศึกษาพ่อแม่ทั้งสิ้น 413 คน ผู้อำนวยการสถานเลี้ยงดูเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 ปี 90 คน และผู้อำนวยการโรงเรียน 145 คน ตัวแปรที่ศึกษา ได้แก่ ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับเด็ก พ่อแม่ ผู้อำนวยการของสถานเลี้ยงดูเด็ก และสถานเลี้ยงดูเด็ก ประเภทของกิจกรรมที่ธุรกิจดำเนินการกับสถานเลี้ยงดูเด็ก ยี่ห้อของผลิตภัณฑ์และประเภทของกิจกรรมที่ทำ ความเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับสถานเลี้ยงดูเด็ก อิทธิพลของกิจกรรมที่ธุรกิจดำเนินการผ่านสถานเลี้ยงดูเด็กต่อการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของพ่อแม่ เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์ชนิดปลายเปิดและปลายปิดในชุดเดียวกันที่คณะผู้วิจัยสร้าง ตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิและปรับแก้หลังจากทดลองใช้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณา วิเคราะห์ผลของการใช้ผลิตภัณฑ์ต่อสุขภาพของเด็กปฐมวัย โดยส่งรายชื่อผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการศึกษาขอความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ	ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสัมภาษณ์ ร้อยละ 82 เป็นแม่ ร้อยละ 22.2 จบการศึกษาระดับอุดมศึกษา เกินกว่าครึ่งมีรายได้มากกว่าเดือนละ 10,000 บาท ร้อยละ 9 ฝากลูกเลี้ยงตามสถานบริการเลี้ยงเด็กกลางวันในครอบครัว ส่วนผู้อำนวยการสถานเลี้ยงดูเด็กส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จบการศึกษาระดับอุดมศึกษา และมีประสบการณ์ทำงานมากกว่า 10 ปี จากการสัมภาษณ์ผู้อำนวยการสถานเลี้ยงดูเด็ก ในรอบปีที่ผ่านมา ธุรกิจใช้ช่องทางสถานเลี้ยงดูเด็กจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าเกี่ยวกับเด็กสูง โดยจัดกิจกรรมที่โรงเรียนสูงกว่าที่สถานเลี้ยงดูเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ถึง 2-3 เท่า จากการสัมภาษณ์ผู้อำนวยการสถานเลี้ยงดูเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ธุรกิจที่ใช้วิธีส่งเสริมการขายแก่เด็กและพ่อแม่โดยตรงมากที่สุด คือ ธุรกิจผลิตภัณฑ์นม รองลงมาคือ ธุรกิจอาหารเสริม/อาหารเช้า และธุรกิจผลิตภัณฑ์วัคซีน	จากการสัมภาษณ์ผู้อำนวยการโรงเรียน ธุรกิจที่ใช้วิธีส่งเสริมการขายแก่เด็กและผู้ปกครองโดยตรงมากที่สุด คือ ธุรกิจอาหารเสริม/อาหารเช้า รองลงมาคือ ธุรกิจผลิตภัณฑ์นม และธุรกิจผลิตภัณฑ์สบู่ สถานเลี้ยงดูเด็กมีอิทธิพลสูงต่อการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สินค้าเกี่ยวกับเด็กของพ่อแม่ ร้อยละ 69.5 ของพ่อแม่ เคยได้รับคำแนะนำจากสถานเลี้ยงดูเด็ก สำหรับผลิตภัณฑ์สิบอันดับแรกที่ได้รัีบการแนะนำนั้น พ่อแม่ใช้ตามถึง ร้อยละ 46.2-88.9 ผลิตภัณฑ์ที่พ่อแม่ใช้ตามการแนะนำของสถานเลี้ยงดูเด็กส่วนใหญ่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยและไม่มีผลเสียต่อสุขภาพ มี 2 รายการที่ไม่มีความจำเป็นสำหรับเด็กปฐมวัย ได้แก่ วัคซีนป้องกันโรคสุกใส และซุปไก่สกัด มี 2 รายการที่ไม่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยหากใช้เป็นประจำ ได้แก่ ขนมกรุบกรอบบรรจุซอง และสบู่ซึ่งมีสารระงับเชื้อ การแจกผลิตภัณฑ์ฟรีแก่เด็กและพ่อแม่ผ่านทางสถานเลี้ยงดูเด็ก โดยที่ไม่เคยใช้ผลิตภัณฑ์นั้นมาก่อน ทำให้พ่อแม่เปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์นั้น ร้อยละ 10-40 ประเภทผลิตภัณฑ์ที่มีอิทธิพลสูงที่สุด คือ ผ้าอ้อมสำเร็จรูปในความเห็นของพ่อแม่เอง การได้รับแจกผลิตภัณฑ์มีอิทธิพลสูงต่อการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ ประเภทผลิตภัณฑ์ที่มีอิทธิพลสูงที่สุดคือ ผ้าอ้อมสำเร็จรูป เช่นกัน ซึ่งอาจมีผลเสียต่อสุขภาพ ถ้าใช้ไม่เหมาะสม ผลิตภัณฑ์ที่เหลือส่วนใหญ่ไม่มีผลเสียต่อสุขภาพของเด็กปฐมวัย มี 1 รายการที่ไม่เหมาะสมหากใช้เป็นประจำ คือ สบู่ที่มีสารระงับเชื้อ และมี 1 รายการที่ไม่จำเป็นคือ ซุปไก่สกัด	ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของสถานเลี้ยงดูเด็กที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของพ่อแม่ อิทธิพลของการแจกสินค้าของธุรกิจต่อการเปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์ของพ่อแม่ และการยอมรับการเข้ามาทำกิจกรรมของธุรกิจในสถานเลี้ยงดูเด็ก จึงควรกำหนดมาตรการดูแลการทำกิจกรรมของธุรกิจโดยคำนึงถึงประโยชน์ที่จะบังเกิดกับเด็กเป็นหลัก]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[ลัดดา เหมาะสุวรรณ...[และคนอื่นๆ]]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2543]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9316">
    <dcterms:title><![CDATA[แนวทางการส่งเสริมเพื่อป้องกันภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา<br />
Capabilities Promote to Prevent Depression in the Elderly, Khon Buri district, Nakhon Ratchasima province]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[โรคซึมเศร้า]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[ผู้สูงอายุ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[รุจิวรรณ สอนสมภาร<br />
]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:rights><![CDATA[กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก]]></dcterms:rights>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9315">
    <dcterms:title><![CDATA[การประเมินผลกระทบทางสุขภาพจากโยบายหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ต่อกลุ่มทอผ้าพื้นบ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Assessing the health impact of the One Tambon One Product Policy on Local Fabric Weaving Groups in North-Eastern Thailand]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[กลุ่มทอผ้าพื้นบ้าน -- สุขภาพและอนามัย]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[การประเมินผลกระทบทางสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[สุขภาพ -- การประเมิน]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[นโยบายหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ เป็นนโยบายที่ถูกกำหนดเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจของประชาชนในท้องถิ่น การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาขอบเขตของนโยบายและการกระตุ้นการพัฒนาของนโยบายต่อกลุ่มทอผ้าพื้นบ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2) วิเคราะห์ผลกระทบของนโยบายนี้ต่อสุขภาพกาย จิต สังคม และจิตวิญาณของกลุ่มทอผ้าพื้นบ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3) เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องในการนำนโยบายสู่การปฏิบัติพิจารณาปรับเปลี่ยนแนวทางการปฏิบัติตามนโยบาย โดยการให้เสนอแนะที่ช่วยทำให้เพิ่มพูนผลกระทบทางบวก และช่วยลดผลกระทบทางลบที่จะเกิดขึ้น	กลุ่มผู้ร่วมดำเนินการวิจัยคือ กลุ่มทอผ้าพื้นบ้านจำนวน 126 คน กลุ่มเจ้าหน้าที่ของรัฐ สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล ผู้ใหญ่บ้าน และกรรมการหมู่บ้านจำนวน 23 คน กลุ่มพ่อค้าและแม่ค้าคนกลางจำนวน 5 คน และกลุ่มผู้ใช้ผ้าทอพื้นบ้านจำนวน 5 คน เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพโดยวิธีการสนทนากลุ่ม สัมภาษณ์เจาะลึก การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม การสนทนาอย่างไม่เป็นทางการ การจดบันทึกภาคสนาม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐในระดับจังหวัดมีความเข้าใจนโยบายหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์เป็นอย่างดี แต่ระดับอำเภอ สมาชิก อบต. ผู้ช่วยผู้ใหญ่/กรรมการหมู่บ้าน ส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจนโยบายนี้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังมีความซ้ำซ้อนในการทำงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ	นโยบายหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ได้ส่งผลกระทบทางสุขภาพต่อสุขภาพของกลุ่มทอผ้าพื้นบ้านและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งเชิงบวกเชิงลบ และในบางประเด็นส่งผลกระทบเชิงบวกควบคู่กับเชิงลบ ดังรายละเอียด ต่อไปนี้	1. ผลกระทบทางสุขภาพเชิงบวก กลุ่มทอผ้าได้เปิดโลกทัศน์ทำให้รู้ความเป็นอยู่ของคนในเมืองใหญ่ ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ได้แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น และประสบการณ์การทอผ้ากับกลุ่มทอผ้าในหมู่บ้านอื่น ได้พัฒนาความรู้ในการทอผ้า และการบริหารจัดการในเรื่องต่างๆ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ได้ถ่ายทอดวัฒนธรรมการทอผ้าสู่ลูกหลาน สมาชิกในครอบครัวได้อยู่ด้วยกัน สามีช่วยเหลือภรรยาในการทำงาน และมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน บุตรหลานได้เรียนหนังสือในระดับที่สูงขึ้น และจำนวนขโมยในชุมชนลดลง	2. ผลกระทบทางสุขภาพเชิงลบ ได้แก่ ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากองค์กรของรัฐบาล มีการเจ็บป่วยทางกายอันเนื่องมาจากการทอ การเปลี่ยนแปลงจากวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมเป็นแข่งขันกันมากขึ้นรู้สึกสูญเสียมรดกทางวัฒนธรรมความมั่นคงและศักดิ์ศรีของชุมชน สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ 3 ผลกระทบทางสุขภาพเชิงบวกควบคู่กับเชิงลบ กลุ่มทอผ้ามีอาชีพและรายได้เพิ่มควบคู่กับภาระหนี้สินที่เพิ่มมากขึ้น การเป็นตัวแทนกลุ่มนำผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายต้องปัญหาหลายอย่าง เช่น สินค้าได้มาตรฐานและมีแหล่งขายเพิ่มควบคู่กับขายยากและขายตัดราคา การพัฒนาคุณภาพสินค้าทำให้มีแหล่งขายเพิ่มในขณะเดียวกันการเพิ่มจำนวนของสินค้าที่คล้ายๆ กันก็ส่งผลให้การขายสินค้ายาก ลดการอพยพแรงงานควบคู่กับการขายผ้าเกิดการอพยพแรงงานแบบใหม่ คือไปขายผ้าตามเมืองใหญ่ มีความสุขควบคู่กับความวิตกกังวล หวาดระแวง และเคร่งเครียด และความสามัคคีควบคู่กับความแตกแยก	จากผลการศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีข้อเสนอแนะว่าหน่วยงานภาครัฐควรทำงานแบบบูรณาการเพื่อลดความซ้ำซ้อนของงาน ควรวางตัวเป็นกลาง ควรเปิดโอกาสให้ชุมชนในระดับรากหญ้าแสดงความคิดเห็น เพื่อที่รัฐจะได้แก้ปัญหาได้ตรงจุดและรัฐควรมีระบบการตรวจสอบติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ของภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ กำหนดราคากลางของสินค้าเพื่อไม่ให้ขายตัดราคากันในกลุ่มสมาชิก]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[เกษราวัลณ์ นิลวรางกูร]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[จรัญญา วงษ์พรหม]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[ชลิดา ธนัฐธีรกุล]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[สุมน ปิ่นเจริญ]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2547]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9313">
    <dcterms:title><![CDATA[คู่มือการให้บริการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[เทคโนโลยีสารสนเทศ <br />
บริการสารสนเทศ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[สำนักเทคโนโลยีสารสนเทศและการประชาสัมพันธ์ กรมพลศึกษา]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สำนักเทคโนโลยีสารสนเทศและการประชาสัมพันธ์ กรมพลศึกษา]]></dcterms:source>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9312">
    <dcterms:title><![CDATA[ชุมชนกับการใช้สารเคมีในภาคการเกษตร]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Community and Agro - Chemical use]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[การประเมินผลกระทบทางสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[สารเคมีกำจัดศัตรูพืช]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[ยากำจัดศัตรูพืช]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[การศึกษาเรื่องชุมชนกับการใช้สารเคมีในภาคการเกษตรครั้งนี้ เป็นงานศึกษาโดยใช้วิธีการสืบคืนข้อมูลจากการพูดคุยกับชาวบ้านในฐานะที่เป็นเกษตรกรที่ทำการผลิตในระดับชุมชน โดยเน้นไปที่เกษตรกรในฐานะผู้ใช้สารเคมี การศึกษาครั้งนี้เป็นการนำเสนอผ่านมุมมองของผู้ใช้สารเคมีในระบบการผลิตที่ปรากฏขึ้นในชุมชน โดยศึกษาระบบการผลิตใน 3 ลักษณะ ได้แก่ 1 ระบบการผลิตบนพื้นที่สูงของชุมชน ชาวม้งบ้านขุนกลาง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ 2. ระบบการผลิตพืชพาณิชย์เข้มข้นบนพื้นที่ราบ ของชุมชนบ้านปง ตำบลบ้านกาด อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ และ 3. ระบบการผลิตแบบสวนผลไม้ของบ้านห้วยเม็ง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ข้อค้นพบจากการศึกษามีดังนี้ 1. สถานการณ์การใช้สารเคมีในภาคการเกษตรระดับชุมชน พบว่า การใช้สารเคมีในภาคการเกษตรของชุมชนหมู่บ้านอาจกล่าวได้ว่าอยู่ในขั้นวิกฤติ เนื่องจากการใช้สารเคมีอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมหรือกำกับดูแลได้ นอกจากนี้ พบว่านับตั้งแต่ชาวบ้านทำการผลิตเพื่อเน้นการค้า ประเภทของสารเคมีที่ชาวบ้านนำมาใช้มีความหลากหลายมากขึ้น และเพิ่มปริมาณการใช้สูงมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากถูกกลไกทางตลาดบีบบังคับให้ใช้สารเคมีที่ถูกกำหนดมาตั้งแต่เบื้องต้น 2. เงื่อนไขที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระบบการผลิตแบบต่าง ๆ พบว่า การเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตของชาวบ้าน มีเงื่อนไขอยู่อย่างน้อย 2 ปัจจัย คือ 1. การเข้าสู่การผลิต เชิงพาณิชย์แบบเข้มข้น ซึ่งถูกกำกับด้วยมาตรฐานผลผลิต ที่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและวิถีชีวิตตลอดจนระบบการผลิตของชาวบ้านอย่างถึงรากถึงโคน และ 2. นโยบายทางการเมือง เช่น นโยบายการปราบปรามฝิ่นบนที่สูงดอยอินทนนท์ และการประกาศเขตป่าอนุรักษ์ ที่ส่งผลต่อการจำกัดพื้นที่ทำกินและต้องใช้สารเคมีในการผลิต 3. ผลกระทบจากการใช้สารเคมีในภาคการเกษตรและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่ เกิดขึ้น พบว่าชาวบ้านที่ใช้สารเคมีเห็นผลกระทบและรับรู้อันตรายของสารเคมีจากประสบการณ์ตรง แต่พวกเขาปรับตัวกับการเผชิญหน้ากับสถานการณ์เหล่านี้ในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ ใช้สารเคมีเพี่อให้ได้ผลผลิตตาม “มาตรฐาน” ที่กำหนด อย่างไรก็ตาม ทุกพื้นที่มีทางเลือกที่นอกเหนือไปจากการใช้สารเคมี แต่เป็นเพียงการริเริ่มเท่านั้นที่ไม่ได้รับความใส่ใจ ขณะที่การส่งเสริมของภาครัฐไม่มีความต่อเนื่อง	เนื่องจากงานศึกษาครั้งนี้มุ่งเน้นมุมมองจากชาวบ้านผู้ใช้สารเคมีในระดับชุมชนหมู่บ้าน จึงนำเสนอข้อเสนอแนะในระดับชุมชน ภายใต้สถานการณ์ที่การควบคุมการใช้สารเคมีในระดับ ชุมชนเกิดขึ้นโดยปราศจากการควบคุมอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้ 1. ในระดับฐานข้อมูล ควรจะมีการศึกษาสถานการณ์การใช้สารเคมีระดับหมู่บ้าน (Community Agro-Chemical data Base) ทั่วทั้งประเทศ เพื่อเป็นฐานข้อมูลและความรู้ของชุมชนในกรณีที่เกิดความเจ็บป่วยหรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งการศึกษาดังกล่าวควรมีชาวบ้าน หรือเกษตรกรได้เข้าร่วมในการศึกษานับตั้งแต่การวางแผนการศึกษาไปจนถึงการตรวจสอบข้อมูลที่ได้จากชุมชนด้วย 2. ในระดับการจัดการและดูแลการใช้สารเคมี ควรส่งเสริมให้ชาวบ้านจัดการและดูแลการใช้สารเคมีในรูปแบบที่ชุมชนเข้ามาร่วมกันในการกำหนดและควบคุมการใช้ โดยคำนึงถึงว่า แต่ละชุมชนต่างมีระบบการผลิตและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน	3. ในระดับการสร้างทางเลือกในการผลิต ควรได้มีการวางแผนทั้งในระดับแนวคิดและการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงแค่การแนะนำ หรือการอบรมแต่เพียงเท่านั้น ทางเลือกควรมีหลากหลายเพื่อนำไปสู่การลด ละ เลิก การใช้สารเคมี ซึ่งเป็นหนทางที่เกษตรกรจำนวนมากต้องการ]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[วิเชียร อันประเสริฐ]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2547]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9311">
    <dcterms:title><![CDATA[การพัฒนาวิธีทดสอบฤทธิ์ส่งเสริมการติดเชื้อเอนเทอโรไวรัสเพื่อการคัดกรองสำหรับการเตรียมความพร้อมสำหรับการเตรียม IVIG<br />
Development of flow-based assay to screen antibody dependent enhancement (ADE) to<br />
EV71 for hyperimmune-IVIG preparation]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[การเตรียมพร้อม]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[บุญรัตน์ ทัศนีย์ไตรเทพ และอาทิตย์ วงค์ษา]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[หอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description></rdf:RDF>
