<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dcterms="http://purl.org/dc/terms/">
<rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9319">
    <dcterms:title><![CDATA[โรงพยาาบาลปทุมธานีกับการก้าวสู่การเป็น Smart Hospital]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[โรงพยาบาล]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[กระทรวงสาธารณสุข]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[หอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:format><![CDATA[MP4]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9318">
    <dcterms:title><![CDATA[คู่มือปฏิบัติงานห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์การพลศึกษาและการกีฬา กรมพลศึกษา]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[กรมพลศึกษา -- ห้องสมุด<br />
กรมพลศึกษา -- พิพิธภัณฑ์]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[ห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์การพลศึกษาและการกีฬา กรมพลศึกษา]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[ห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์การพลศึกษาและการกีฬา กรมพลศึกษา]]></dcterms:source>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9317">
    <dcterms:title><![CDATA[รายงานการวิจัย อิทธิพลของธุรกิจต่อสถานเลี้ยงดูเด็กและพ่อแม่ : ศักยภาพที่จะมีผลต่อสุขภาพของเด็กปฐมวัย]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Influence of business on child care center and parents : potential impact on early child health]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[เด็ก -- การเลี้ยงดู]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[เด็ก -- การดูแล]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[อิทธิพลของธุรกิจต่อสถานเลี้ยงดูเด็กและพ่อแม่ : ศักยภาพที่จะมีผลต่อสุขภาพของเด็กปฐมวัย	วัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้ เพื่อศึกษาศักยภาพของความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจ-สถานเลี้ยงดูเด็ก-พ่อแม่ ที่จะมีผลต่อสุขภาพของเด็กปฐมวัย	วิธีวิจัย ใช้การสัมภาษณ์และการสังเกตรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มพ่อแม่ของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และผู้อำนวยการสถานเลี้ยงดูเด็กในเขตเมืองและปริมณฑลของจังหวัดขอนแก่น เชียงใหม่ สงขลา และ กรุงเทพมหานคร เป็นการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถึงธันวาคม พ.ศ. 2542 ทำการศึกษาพ่อแม่ทั้งสิ้น 413 คน ผู้อำนวยการสถานเลี้ยงดูเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 ปี 90 คน และผู้อำนวยการโรงเรียน 145 คน ตัวแปรที่ศึกษา ได้แก่ ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับเด็ก พ่อแม่ ผู้อำนวยการของสถานเลี้ยงดูเด็ก และสถานเลี้ยงดูเด็ก ประเภทของกิจกรรมที่ธุรกิจดำเนินการกับสถานเลี้ยงดูเด็ก ยี่ห้อของผลิตภัณฑ์และประเภทของกิจกรรมที่ทำ ความเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับสถานเลี้ยงดูเด็ก อิทธิพลของกิจกรรมที่ธุรกิจดำเนินการผ่านสถานเลี้ยงดูเด็กต่อการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของพ่อแม่ เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์ชนิดปลายเปิดและปลายปิดในชุดเดียวกันที่คณะผู้วิจัยสร้าง ตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิและปรับแก้หลังจากทดลองใช้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณา วิเคราะห์ผลของการใช้ผลิตภัณฑ์ต่อสุขภาพของเด็กปฐมวัย โดยส่งรายชื่อผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการศึกษาขอความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ	ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสัมภาษณ์ ร้อยละ 82 เป็นแม่ ร้อยละ 22.2 จบการศึกษาระดับอุดมศึกษา เกินกว่าครึ่งมีรายได้มากกว่าเดือนละ 10,000 บาท ร้อยละ 9 ฝากลูกเลี้ยงตามสถานบริการเลี้ยงเด็กกลางวันในครอบครัว ส่วนผู้อำนวยการสถานเลี้ยงดูเด็กส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จบการศึกษาระดับอุดมศึกษา และมีประสบการณ์ทำงานมากกว่า 10 ปี จากการสัมภาษณ์ผู้อำนวยการสถานเลี้ยงดูเด็ก ในรอบปีที่ผ่านมา ธุรกิจใช้ช่องทางสถานเลี้ยงดูเด็กจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าเกี่ยวกับเด็กสูง โดยจัดกิจกรรมที่โรงเรียนสูงกว่าที่สถานเลี้ยงดูเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ถึง 2-3 เท่า จากการสัมภาษณ์ผู้อำนวยการสถานเลี้ยงดูเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ธุรกิจที่ใช้วิธีส่งเสริมการขายแก่เด็กและพ่อแม่โดยตรงมากที่สุด คือ ธุรกิจผลิตภัณฑ์นม รองลงมาคือ ธุรกิจอาหารเสริม/อาหารเช้า และธุรกิจผลิตภัณฑ์วัคซีน	จากการสัมภาษณ์ผู้อำนวยการโรงเรียน ธุรกิจที่ใช้วิธีส่งเสริมการขายแก่เด็กและผู้ปกครองโดยตรงมากที่สุด คือ ธุรกิจอาหารเสริม/อาหารเช้า รองลงมาคือ ธุรกิจผลิตภัณฑ์นม และธุรกิจผลิตภัณฑ์สบู่ สถานเลี้ยงดูเด็กมีอิทธิพลสูงต่อการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สินค้าเกี่ยวกับเด็กของพ่อแม่ ร้อยละ 69.5 ของพ่อแม่ เคยได้รับคำแนะนำจากสถานเลี้ยงดูเด็ก สำหรับผลิตภัณฑ์สิบอันดับแรกที่ได้รัีบการแนะนำนั้น พ่อแม่ใช้ตามถึง ร้อยละ 46.2-88.9 ผลิตภัณฑ์ที่พ่อแม่ใช้ตามการแนะนำของสถานเลี้ยงดูเด็กส่วนใหญ่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยและไม่มีผลเสียต่อสุขภาพ มี 2 รายการที่ไม่มีความจำเป็นสำหรับเด็กปฐมวัย ได้แก่ วัคซีนป้องกันโรคสุกใส และซุปไก่สกัด มี 2 รายการที่ไม่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยหากใช้เป็นประจำ ได้แก่ ขนมกรุบกรอบบรรจุซอง และสบู่ซึ่งมีสารระงับเชื้อ การแจกผลิตภัณฑ์ฟรีแก่เด็กและพ่อแม่ผ่านทางสถานเลี้ยงดูเด็ก โดยที่ไม่เคยใช้ผลิตภัณฑ์นั้นมาก่อน ทำให้พ่อแม่เปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์นั้น ร้อยละ 10-40 ประเภทผลิตภัณฑ์ที่มีอิทธิพลสูงที่สุด คือ ผ้าอ้อมสำเร็จรูปในความเห็นของพ่อแม่เอง การได้รับแจกผลิตภัณฑ์มีอิทธิพลสูงต่อการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ ประเภทผลิตภัณฑ์ที่มีอิทธิพลสูงที่สุดคือ ผ้าอ้อมสำเร็จรูป เช่นกัน ซึ่งอาจมีผลเสียต่อสุขภาพ ถ้าใช้ไม่เหมาะสม ผลิตภัณฑ์ที่เหลือส่วนใหญ่ไม่มีผลเสียต่อสุขภาพของเด็กปฐมวัย มี 1 รายการที่ไม่เหมาะสมหากใช้เป็นประจำ คือ สบู่ที่มีสารระงับเชื้อ และมี 1 รายการที่ไม่จำเป็นคือ ซุปไก่สกัด	ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของสถานเลี้ยงดูเด็กที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของพ่อแม่ อิทธิพลของการแจกสินค้าของธุรกิจต่อการเปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์ของพ่อแม่ และการยอมรับการเข้ามาทำกิจกรรมของธุรกิจในสถานเลี้ยงดูเด็ก จึงควรกำหนดมาตรการดูแลการทำกิจกรรมของธุรกิจโดยคำนึงถึงประโยชน์ที่จะบังเกิดกับเด็กเป็นหลัก]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[ลัดดา เหมาะสุวรรณ...[และคนอื่นๆ]]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2543]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9316">
    <dcterms:title><![CDATA[แนวทางการส่งเสริมเพื่อป้องกันภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา<br />
Capabilities Promote to Prevent Depression in the Elderly, Khon Buri district, Nakhon Ratchasima province]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[โรคซึมเศร้า]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[ผู้สูงอายุ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[รุจิวรรณ สอนสมภาร<br />
]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:rights><![CDATA[กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก]]></dcterms:rights>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9315">
    <dcterms:title><![CDATA[การประเมินผลกระทบทางสุขภาพจากโยบายหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ต่อกลุ่มทอผ้าพื้นบ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Assessing the health impact of the One Tambon One Product Policy on Local Fabric Weaving Groups in North-Eastern Thailand]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[กลุ่มทอผ้าพื้นบ้าน -- สุขภาพและอนามัย]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[การประเมินผลกระทบทางสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[สุขภาพ -- การประเมิน]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[นโยบายหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ เป็นนโยบายที่ถูกกำหนดเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจของประชาชนในท้องถิ่น การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาขอบเขตของนโยบายและการกระตุ้นการพัฒนาของนโยบายต่อกลุ่มทอผ้าพื้นบ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2) วิเคราะห์ผลกระทบของนโยบายนี้ต่อสุขภาพกาย จิต สังคม และจิตวิญาณของกลุ่มทอผ้าพื้นบ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3) เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องในการนำนโยบายสู่การปฏิบัติพิจารณาปรับเปลี่ยนแนวทางการปฏิบัติตามนโยบาย โดยการให้เสนอแนะที่ช่วยทำให้เพิ่มพูนผลกระทบทางบวก และช่วยลดผลกระทบทางลบที่จะเกิดขึ้น	กลุ่มผู้ร่วมดำเนินการวิจัยคือ กลุ่มทอผ้าพื้นบ้านจำนวน 126 คน กลุ่มเจ้าหน้าที่ของรัฐ สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล ผู้ใหญ่บ้าน และกรรมการหมู่บ้านจำนวน 23 คน กลุ่มพ่อค้าและแม่ค้าคนกลางจำนวน 5 คน และกลุ่มผู้ใช้ผ้าทอพื้นบ้านจำนวน 5 คน เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพโดยวิธีการสนทนากลุ่ม สัมภาษณ์เจาะลึก การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม การสนทนาอย่างไม่เป็นทางการ การจดบันทึกภาคสนาม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐในระดับจังหวัดมีความเข้าใจนโยบายหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์เป็นอย่างดี แต่ระดับอำเภอ สมาชิก อบต. ผู้ช่วยผู้ใหญ่/กรรมการหมู่บ้าน ส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจนโยบายนี้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังมีความซ้ำซ้อนในการทำงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ	นโยบายหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ได้ส่งผลกระทบทางสุขภาพต่อสุขภาพของกลุ่มทอผ้าพื้นบ้านและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งเชิงบวกเชิงลบ และในบางประเด็นส่งผลกระทบเชิงบวกควบคู่กับเชิงลบ ดังรายละเอียด ต่อไปนี้	1. ผลกระทบทางสุขภาพเชิงบวก กลุ่มทอผ้าได้เปิดโลกทัศน์ทำให้รู้ความเป็นอยู่ของคนในเมืองใหญ่ ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ได้แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น และประสบการณ์การทอผ้ากับกลุ่มทอผ้าในหมู่บ้านอื่น ได้พัฒนาความรู้ในการทอผ้า และการบริหารจัดการในเรื่องต่างๆ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ได้ถ่ายทอดวัฒนธรรมการทอผ้าสู่ลูกหลาน สมาชิกในครอบครัวได้อยู่ด้วยกัน สามีช่วยเหลือภรรยาในการทำงาน และมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน บุตรหลานได้เรียนหนังสือในระดับที่สูงขึ้น และจำนวนขโมยในชุมชนลดลง	2. ผลกระทบทางสุขภาพเชิงลบ ได้แก่ ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากองค์กรของรัฐบาล มีการเจ็บป่วยทางกายอันเนื่องมาจากการทอ การเปลี่ยนแปลงจากวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมเป็นแข่งขันกันมากขึ้นรู้สึกสูญเสียมรดกทางวัฒนธรรมความมั่นคงและศักดิ์ศรีของชุมชน สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ 3 ผลกระทบทางสุขภาพเชิงบวกควบคู่กับเชิงลบ กลุ่มทอผ้ามีอาชีพและรายได้เพิ่มควบคู่กับภาระหนี้สินที่เพิ่มมากขึ้น การเป็นตัวแทนกลุ่มนำผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายต้องปัญหาหลายอย่าง เช่น สินค้าได้มาตรฐานและมีแหล่งขายเพิ่มควบคู่กับขายยากและขายตัดราคา การพัฒนาคุณภาพสินค้าทำให้มีแหล่งขายเพิ่มในขณะเดียวกันการเพิ่มจำนวนของสินค้าที่คล้ายๆ กันก็ส่งผลให้การขายสินค้ายาก ลดการอพยพแรงงานควบคู่กับการขายผ้าเกิดการอพยพแรงงานแบบใหม่ คือไปขายผ้าตามเมืองใหญ่ มีความสุขควบคู่กับความวิตกกังวล หวาดระแวง และเคร่งเครียด และความสามัคคีควบคู่กับความแตกแยก	จากผลการศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีข้อเสนอแนะว่าหน่วยงานภาครัฐควรทำงานแบบบูรณาการเพื่อลดความซ้ำซ้อนของงาน ควรวางตัวเป็นกลาง ควรเปิดโอกาสให้ชุมชนในระดับรากหญ้าแสดงความคิดเห็น เพื่อที่รัฐจะได้แก้ปัญหาได้ตรงจุดและรัฐควรมีระบบการตรวจสอบติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ของภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ กำหนดราคากลางของสินค้าเพื่อไม่ให้ขายตัดราคากันในกลุ่มสมาชิก]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[เกษราวัลณ์ นิลวรางกูร]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[จรัญญา วงษ์พรหม]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[ชลิดา ธนัฐธีรกุล]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[สุมน ปิ่นเจริญ]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2547]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9314">
    <dcterms:title><![CDATA[ประเทศไทยพัฒนาการแพทย์แม่นยำลงลึกระดับยีนเพื่อบริการประชาชน]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[การแพทย์]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[กระทรวงสาธารณสุข]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[หอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:format><![CDATA[MP4]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9313">
    <dcterms:title><![CDATA[คู่มือการให้บริการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[เทคโนโลยีสารสนเทศ <br />
บริการสารสนเทศ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[สำนักเทคโนโลยีสารสนเทศและการประชาสัมพันธ์ กรมพลศึกษา]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สำนักเทคโนโลยีสารสนเทศและการประชาสัมพันธ์ กรมพลศึกษา]]></dcterms:source>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9312">
    <dcterms:title><![CDATA[ชุมชนกับการใช้สารเคมีในภาคการเกษตร]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Community and Agro - Chemical use]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[การประเมินผลกระทบทางสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[สารเคมีกำจัดศัตรูพืช]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[ยากำจัดศัตรูพืช]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[การศึกษาเรื่องชุมชนกับการใช้สารเคมีในภาคการเกษตรครั้งนี้ เป็นงานศึกษาโดยใช้วิธีการสืบคืนข้อมูลจากการพูดคุยกับชาวบ้านในฐานะที่เป็นเกษตรกรที่ทำการผลิตในระดับชุมชน โดยเน้นไปที่เกษตรกรในฐานะผู้ใช้สารเคมี การศึกษาครั้งนี้เป็นการนำเสนอผ่านมุมมองของผู้ใช้สารเคมีในระบบการผลิตที่ปรากฏขึ้นในชุมชน โดยศึกษาระบบการผลิตใน 3 ลักษณะ ได้แก่ 1 ระบบการผลิตบนพื้นที่สูงของชุมชน ชาวม้งบ้านขุนกลาง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ 2. ระบบการผลิตพืชพาณิชย์เข้มข้นบนพื้นที่ราบ ของชุมชนบ้านปง ตำบลบ้านกาด อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ และ 3. ระบบการผลิตแบบสวนผลไม้ของบ้านห้วยเม็ง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ข้อค้นพบจากการศึกษามีดังนี้ 1. สถานการณ์การใช้สารเคมีในภาคการเกษตรระดับชุมชน พบว่า การใช้สารเคมีในภาคการเกษตรของชุมชนหมู่บ้านอาจกล่าวได้ว่าอยู่ในขั้นวิกฤติ เนื่องจากการใช้สารเคมีอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมหรือกำกับดูแลได้ นอกจากนี้ พบว่านับตั้งแต่ชาวบ้านทำการผลิตเพื่อเน้นการค้า ประเภทของสารเคมีที่ชาวบ้านนำมาใช้มีความหลากหลายมากขึ้น และเพิ่มปริมาณการใช้สูงมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากถูกกลไกทางตลาดบีบบังคับให้ใช้สารเคมีที่ถูกกำหนดมาตั้งแต่เบื้องต้น 2. เงื่อนไขที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระบบการผลิตแบบต่าง ๆ พบว่า การเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตของชาวบ้าน มีเงื่อนไขอยู่อย่างน้อย 2 ปัจจัย คือ 1. การเข้าสู่การผลิต เชิงพาณิชย์แบบเข้มข้น ซึ่งถูกกำกับด้วยมาตรฐานผลผลิต ที่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและวิถีชีวิตตลอดจนระบบการผลิตของชาวบ้านอย่างถึงรากถึงโคน และ 2. นโยบายทางการเมือง เช่น นโยบายการปราบปรามฝิ่นบนที่สูงดอยอินทนนท์ และการประกาศเขตป่าอนุรักษ์ ที่ส่งผลต่อการจำกัดพื้นที่ทำกินและต้องใช้สารเคมีในการผลิต 3. ผลกระทบจากการใช้สารเคมีในภาคการเกษตรและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่ เกิดขึ้น พบว่าชาวบ้านที่ใช้สารเคมีเห็นผลกระทบและรับรู้อันตรายของสารเคมีจากประสบการณ์ตรง แต่พวกเขาปรับตัวกับการเผชิญหน้ากับสถานการณ์เหล่านี้ในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ ใช้สารเคมีเพี่อให้ได้ผลผลิตตาม “มาตรฐาน” ที่กำหนด อย่างไรก็ตาม ทุกพื้นที่มีทางเลือกที่นอกเหนือไปจากการใช้สารเคมี แต่เป็นเพียงการริเริ่มเท่านั้นที่ไม่ได้รับความใส่ใจ ขณะที่การส่งเสริมของภาครัฐไม่มีความต่อเนื่อง	เนื่องจากงานศึกษาครั้งนี้มุ่งเน้นมุมมองจากชาวบ้านผู้ใช้สารเคมีในระดับชุมชนหมู่บ้าน จึงนำเสนอข้อเสนอแนะในระดับชุมชน ภายใต้สถานการณ์ที่การควบคุมการใช้สารเคมีในระดับ ชุมชนเกิดขึ้นโดยปราศจากการควบคุมอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้ 1. ในระดับฐานข้อมูล ควรจะมีการศึกษาสถานการณ์การใช้สารเคมีระดับหมู่บ้าน (Community Agro-Chemical data Base) ทั่วทั้งประเทศ เพื่อเป็นฐานข้อมูลและความรู้ของชุมชนในกรณีที่เกิดความเจ็บป่วยหรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งการศึกษาดังกล่าวควรมีชาวบ้าน หรือเกษตรกรได้เข้าร่วมในการศึกษานับตั้งแต่การวางแผนการศึกษาไปจนถึงการตรวจสอบข้อมูลที่ได้จากชุมชนด้วย 2. ในระดับการจัดการและดูแลการใช้สารเคมี ควรส่งเสริมให้ชาวบ้านจัดการและดูแลการใช้สารเคมีในรูปแบบที่ชุมชนเข้ามาร่วมกันในการกำหนดและควบคุมการใช้ โดยคำนึงถึงว่า แต่ละชุมชนต่างมีระบบการผลิตและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน	3. ในระดับการสร้างทางเลือกในการผลิต ควรได้มีการวางแผนทั้งในระดับแนวคิดและการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงแค่การแนะนำ หรือการอบรมแต่เพียงเท่านั้น ทางเลือกควรมีหลากหลายเพื่อนำไปสู่การลด ละ เลิก การใช้สารเคมี ซึ่งเป็นหนทางที่เกษตรกรจำนวนมากต้องการ]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[วิเชียร อันประเสริฐ]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2547]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9311">
    <dcterms:title><![CDATA[การพัฒนาวิธีทดสอบฤทธิ์ส่งเสริมการติดเชื้อเอนเทอโรไวรัสเพื่อการคัดกรองสำหรับการเตรียมความพร้อมสำหรับการเตรียม IVIG<br />
Development of flow-based assay to screen antibody dependent enhancement (ADE) to<br />
EV71 for hyperimmune-IVIG preparation]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[การเตรียมพร้อม]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[บุญรัตน์ ทัศนีย์ไตรเทพ และอาทิตย์ วงค์ษา]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[หอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9310">
    <dcterms:title><![CDATA[คู่มือการปฏิบัติงาน ศูนย์บริการและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[การร้องทุกข์]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[สำนักเทคโนโลยีสารสนเทศและการประชาสัมพันธ์ กรมพลศึกษา]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สำนักเทคโนโลยีสารสนเทศและการประชาสัมพันธ์ กรมพลศึกษา]]></dcterms:source>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description></rdf:RDF>
