<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dcterms="http://purl.org/dc/terms/">
<rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9329">
    <dcterms:title><![CDATA[100 ปีงานสาธารณสุขไทย เขตสุขภาพที่ 4 ชูแนวคิด Smart Aging สังคมผู้สูงอายุคุณภาพ]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[ผู้สูงอายุ--บริการทางการแพทย์]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[กระทรวงสาธารณสุข]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[หอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:format><![CDATA[MP4]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9328">
    <dcterms:title><![CDATA[ความต้องการด้านสารสนเทศของประชาชนในการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคภายใต้ระบบระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[The study of peoples&#039;s needs of information for health promotion and disease prevention under the universal health care coverage program]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[การป้องกันและควบคุมโรค]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[ระบบประกันสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[การส่งเสริมสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[โรค -- การป้องกันและควบคุม]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการด้านสารสนเทศของประชาชนในการสร้างเสริมและการป้องกันโรค 2) ศึกษาช่องทางการเข้าถึงสารสนเทศของประชาชนต่อการดูแลสุขภาพและป้องกันโรค และ 3) ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความต้องการสารสนเทศในการสร้างเสริมและป้องกันโรค โดยศึกษาภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และเก็บรวบรวม ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการสังเกต สัมภาษณ์ และสนทนากลุ่ม ในพื้นที่ศึกษา 4 แห่ง ได้แก่ ชุมชนหนองหอยและชุมชนศรีลานนาในเทศบาลนครเชียงใหม่ ชุมชนวัดเชิงท่า เทศบาลเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ชุมชนบ้านแวง ตำบลบ้านแวง อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ และตำบลสะพลี อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพรผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างทั้ง 4 พื้นที่ มีความต้องการสารสนเทศดังนี้ 1) สารสนเทศที่ตอบสนองปัญหาสุขภาพที่กำลังเผชิญ 2) ความต้องการสารสนเทศอันเนื่องมาจากแรงกระตุ้นจากภายนอก 3) ความต้องการให้มีการ “ผลิตซ้ำ” สารสนเทศตามประเด็นความต้องการเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน และพบว่า กลุ่มตัวอย่างต้องการสารสนเทศที่เข้าถึงได้ง่าย ไม่ต้องแสวงหาด้วยตนเอง รับสารได้ง่าย ไม่เป็นวิชาการมากเกินไป เข้าใจง่าย โดยมีเนื้อหาสาระกับความบันเทิงควบคู่กัน เนื้อหาใกล้ตัว เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตประจำวัน รูปแบบการนำเสนอน่าสนใจ และมีลักษณะเป็นสื่อสองทางสำหรับช่องทางการเข้าถึงสารสนเทศของประชาชนต่อการดูแลสุขภาพและป้องกันโรค พบว่า สื่อมวลชนที่ทุกกลุ่มเข้าถึงได้ คือสื่อโทรทัศน์ แต่ช่วงเวลาการเปิดรับสารจะแตกต่างกันไปตามกลุ่ม โดยจำแนกตามกลุ่มวัยและกลุ่มอาชีพได้ สำหรับสื่อบุคคลพบว่ากลุ่มวัยเด็ก ใช้สื่อบุคคล ได้แก่ พ่อแม่ ผู้ปกครอง เพื่อนบ้าน สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ ใช้ สื่อบุคคล ได้แก่ เจ้าหน้าที่อนามัย อสม. แพทย์ เภสัชกร พยาบาลและ สื่อท้องถิ่น ได้แก่ เสียงตามสาย หอกระจายข่าว สำหรับกลุ่มวัยแรงงาน ซึ่งจำแนกเป็น 3 กลุ่มตามกลุ่มอาชีพ คือ กลุ่มโครงการ 30 บาท กลุ่มประกันสังคม และกลุ่มสวัสดิการข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ พบว่าแต่ละกลุ่มมีศักยภาพในการเข้าถึงช่องทางสารสนเทศแตกต่างกันนอกจากนี้การศึกษาพบว่าความต้องการสารสนเทศเพื่อการสร้างเสริมและป้องกันโรคเกิดจากปัจจัยที่มีอิทธิพล 3 ประการคือ 1) ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ ภาวะสุขภาพ วิถีชีวิต 2) ปัจจัยสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ความยากง่ายของสารสนเทศ ความสามารถในการเข้าถึงสถานพยาบาล ภาวะสุขภาพของคนในครอบครัว ปัญหาในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงการรณรงค์และการกระตุ้นจากภายนอก และ 3) ทัศนคติด้านส่วนบุคคลสุขภาพ ซึ่งประกอบด้วย ทัศนคติและความเชื่อในการดูแลสุขภาพ ความรู้สึกไม่มั่นคงด้านสุขภาพ และความต้องการความมั่นใจในการดูแล สุขภาพจากผลการศึกษา มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายคือ ประการแรกควรมีการกระจายอำนาจการผลิตสารสนเทศ เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ภายใต้ระบบ Universal Coverage หรือ UC เป็น 2 ระดับ คือ ส่วนกลางและระดับจังหวัด ประการที่สอง ควรมีการปรับยุทธศาสตร์ด้านสารสนเทศ โดยการนำเสนอข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนที่ง่ายต่อการเข้าถึง และผสมผสานกับความบันเทิง ให้มากขึ้นกว่าปัจจุบัน ควรขยายขอบเขตจาก การสื่อสารทางเดียว ผ่าน “ผู้เชี่ยวชาญ” เช่น หมอหรือผู้เชี่ยวชาญมาเป็นการสื่อสารสองทาง ควรพัฒนาและสร้างแรงจูงใจให้สื่อบุคคลเป็นช่องทางสารสนเทศทางด้านสุขภาพที่ได้รับการยอมรับมากขึ้น เช่น เสริมศักยภาพ อสม. และสนับสนุนให้มีคณะกรรมการเพื่อบริหารจัดการสารสนเทศเพื่อสร้างเสริมสุขภาพทั้งในส่วนกลางและระดับจังหวัด และประการสุดท้ายเสริมสร้างการกระตุ้นและการรณรงค์จากภายนอก ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดความต้องการสารสนเทศ โดยการใช้ประโยชน์จาก “กระแส” และ การผลิตสารสนเทศ “เชิงรุก”]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[เอนกพล เกื้อมา]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[ศิริเชษฐ์ สังขะมาน]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[สุรางค์รัตน์ จำเนียรพล]]></dcterms:creator>
    <dcterms:creator><![CDATA[อุ่นเรือน ทองอยู่สุข]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2547]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9327">
    <dcterms:title><![CDATA[การประเมินความเหมาะสมและผลของนโยบายส่งเสริมการใช้ยาแคปซูลฟ้าทะลายโจรในกลุ่มโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบน และโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน ในโรงพยาบาลพิมาย<br />
จังหวัดนครราชสีมา<br />
Drug Use Evaluations and Result of Implementations of the Antibiotics Replacement<br />
with Fah-ta-lai-chon (Andrographis panicula) Policy in Upper Respiratory tract<br />
Infection and Acute Diarrhea Treatment at Phimai Hospital, Nakhonratchasima.]]></dcterms:title>
    <dcterms:creator><![CDATA[วทัญญู ประยรูหงส์<br />
]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[โรงพยาบาลพิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:rights><![CDATA[กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก]]></dcterms:rights>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9326">
    <dcterms:title><![CDATA[คู่มือมาตรฐานการให้บริการสระว่ายน้ำวิสุทธารมณ์]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[สระว่ายน้ำ -- มาตรฐาน]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[กลุ่มพัฒนามาตรฐานการกีฬา สำนักพัฒนาการกีฬา กรมพลศึกษา]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[กลุ่มพัฒนามาตรฐานการกีฬา สำนักพัฒนาการกีฬา กรมพลศึกษา]]></dcterms:source>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9325">
    <dcterms:title><![CDATA[องค์กรทางสังคมกับการพัฒนาประชาคมตำบล : กรณีศึกษาอำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Social organization and the development of Tambon Civil Society : a case study on Ubonrat District, Khon Kaen Province]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[องค์กรทางสังคมกับการพัฒนาประชาคมตำบล :กรณีศึกษาอำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น	การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงเปรียบเทียบกระบวนการเกิดประชาคมตำบลและองค์กรทางสังคมใน ชุมชนตำบลทุ่งโป่งและตำบลโคกสูง อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น โดยใช้วิธีวิจัยเชิงวิเคราะห์ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ของรัฐ และองค์กรพัฒนาเอกชนที่ปฏิบัติงานพัฒนาในพื้นที่ สนทนากลุ่มกับผู้นำชุมชน และสัมภาษณ์ประชาชนโดยใช้แบบสอบถาม โดยเลือกประชาชนจากครัวเรือนที่มีฐานะแตกต่างกันในชุมชนและไม่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ องค์กรในชุมชน สัมภาษณ์ทุกหมู่บ้าน ๆ ละ 9 ครอบครัว จำนวนรวม 180 ครอบครัว พบว่าวิถีชีวิตชุมชนชนบทมีความเป็นประชาคมในระดับหมู่บ้าน ความเชื่อมโยงของชุมชนตามแนวประชาคมในระดับตำบลโดยพื้นฐานในมิติของศาสนาวัฒนธรรมและเครือญาติ จากการศึกษานี้สรุปได้ว่า ปัจจัยภายนอกที่เอื้อต่อการเกิดประชาคมตำบลเกิดขึ้นไม่นาน ได้แก่ การกระจายอำนาจการปกครองและการจัดการทรัพยากรสู่ชุมชน ปัจจัยภายในชุมชนที่เอื้อต่อการเกิดประชาคมตำบลคือ ระบบเครือญาติโดยเฉพาะทางญาติฝ่ายหญิง การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น การมีเศรษฐกิจพอเพียง การรวมกลุ่มชาวบ้าน เกิดกระบวนการเรียนรู้และมีผู้นำชุมชนดี ในทั้งสองชุมชนมีประชาคม แต่เป็นคนละระดับ องค์กรทางสังคมในชุมชนส่วนใหญ่จัดตั้งโดยรัฐเหมือนกันทั้งสองตำบล องค์กรที่มีเครือข่ายทำงานชัดเจนเหนือระดับหมู่บ้านคือ อสม. และ อบต. ลักษณะการทำงานของทั้งสององค์กรเป็นไปตามกรอบของทางราชการ ในปัจจุบันแม้องค์กรเหล่านี้จะเป็นที่ยอมรับของชุมชน แต่ยังไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งด้านการใช้ทรัพยากรของชุมชน เมื่อวิถีชีวิตเปลี่ยนจากการเกษตรเป็นอุตสาหกรรม ความขัดแย้งและการขาดการประสานงานระหว่างกลุ่มเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ประชาคมตำบลอ่อนแอดังเช่นกรณีตำบลโคกสูง ส่วนตำบลทุ่งโป่งมีปัจจัยที่ช่วยให้เกิดประชาคมที่ชัดเจนกว่า เช่น สภาพชุมชนที่ยังคงเป็นภาคเกษตร ไม่มีความขัดแย้งเรื่องการใช้ทรัพยากรรุนแรง อบต.สามารถประสานงานในแนวราบได้ดี เนื่องจากผู้นำ อบต.และสมาชิกได้รับประสบการณ์การทำงานร่วมกับองค์กรภายนอก เช่น โครงการพัฒนาชุมชนยั่งยืนฯ และเครือข่าย ทำให้ อบต.มีการประชุมต่อเนื่อง มีการกำหนดกิจกรรมและประสานผลงาน จัดสรรงบประมาณสนับสนุนกิจกรรมสาธารณะของชุมชน ทำให้เกิดการประสานงานในแนวราบได้ จนสามารถแก้ปัญหาแหล่งน้ำของตำบลได้โดยประชาชน ซึ่งเป็นตัวอย่างของการเกิดประชาคมในตำบลทุ่งโป่ง	จากการศึกษาครั้งนี้ สรุปได้ว่า พื้นฐานประเพณีวัฒนธรรมอีสาน และระบบเครือญาติเป็นพื้นฐานสำคัญที่เอื้อให้เกิดประชาคมตำบลในสภาวะปกติของชุมชนเกษตร แต่กลับไม่เพียงพอที่จะช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งของชุมชนได้ องค์กรชุมชนต้องสร้างระบบการทำงานที่มีการประสานงานในแนวราบ มีการบริหารจัดการและโปร่งใส กระบวนการตัดสินใจแบบประชาธิปไตย ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ดีก็เมื่อประชาชนสำนึกว่ากิจการสาธารณะคือภารกิจของตนด้วย]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[นงลักษณ์  สุพรรณไชยมาตย์...[และคนอื่นๆ]]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2542]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9324">
    <dcterms:title><![CDATA[ขับเคลื่อนวาระสุขภาวะไทย : ประชาสังคมกับการปฏิรูประบบสุขภาพ]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Deliberative action : civil society and health systems reform in Thailand]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[การปฏิรูประบบสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[ประชาสังคมด้านสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[อนามัย, บริการ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2547]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9323">
    <dcterms:title><![CDATA[คู่มือมาตรฐานงานบริการของสำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[สำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา -- มาตรฐาน]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[สำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา กรมพลศึกษา]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา กรมพลศึกษา]]></dcterms:source>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9322">
    <dcterms:title><![CDATA[คู่มือการปฏิบัติงาน งานบริการการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาล และค่าการศึกษาบุตร]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[เงินสวัสดิการข้าราชการ<br />
ค่ารักษาพยาบาล]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[กลุ่มการคลัง กองกลาง กรมพลศึกษา]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[กลุ่มการคลัง กองกลาง กรมพลศึกษา]]></dcterms:source>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9321">
    <dcterms:title><![CDATA[รายงานวิจัย เรื่อง องค์กรทางสังคมและพัฒนาการความเป็นประชาคมตำบล : กรณีศึกษาตำบลเมืองจัง กิ่งอำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Societal organization and development on Tambol Civil Society : case study in Tambon Muang Jung, Nan Province]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[การมีส่วนร่วมทางสังคม]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[	องค์กรทางสังคมและพัฒนาการความเป็นประชาคมตำบล: กรณีศึกษาตำบลเมืองจัง กิ่งอำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน	การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการ บทบาท และศักยภาพของกลุ่ม/องค์กรต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน ที่มีรูปแบบการดำเนินงานในรูปแบบประชาคม ของในตำบลเมืองจัง กิ่งอำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน โดยสัมภาษณ์ระดับลึก ผู้นำ แกนนำ และสมาชิกของ กลุ่ม/องค์กร ต่างๆในตำบลเมืองจัง จำนวน 22 กลุ่ม/องค์กร จากจำนวนทั้งสิ้น 48 กลุ่ม/องค์กร โดยใช้แบบสัมภาษณ์ที่สร้างขึ้นนำมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสรุปผล	ผลการศึกษาพบว่า ตำบลเมืองจัง มีจุดกำเนิดของหมู่บ้านจากเดิม 2 หมู่บ้านแล้วขยายออกเป็น 10 หมู่บ้านในปัจจุบัน มีกลุ่ม/องค์กร ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและจากการจัดตั้งโดยภาครัฐ ถึง 14 ประเภท จำนวน 48 กลุ่ม หลายกลุ่มเป็นเครือข่ายกับกลุ่มฮักเมืองน่าน ผู้นำ แกนนำ หรือสมาชิกของกลุ่ม/องค์กร หลายคนได้รับเลือกเป็นสมาชิกขององค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) ตำบลเมืองจังต่อมาได้รับผลกระทบจากการตัดไม้ ทำลายป่า การบุกรุกที่ทำกิน การส่งเสริมการปลูกพืชเชิงพาณิชย์ รวมทั้งการเคลื่อนย้ายของประชากรเข้าสู่พื้นที่ตำบลเมืองจังมากขึ้น เป็นผลให้เกิดการเสื่อมโทรมของป่า ดิน ระบบนิเวศของแม่น้ำ สัตว์น้ำ มีการบุกรุกป่าเพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมทั้งได้เปิดรับกระแสการพัฒนาจากภายนอกมากขึ้น ทำให้สภาพสังคมของชุมชนเมืองจัง เปลี่ยนแปลงจากสังคมที่มีความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ มาเป็นชุมชนที่เกิดปัญหาหลายด้าน	จากสภาวะปัญหาดังกล่าว ทำให้เกิดผู้นำตามธรรมชาติที่เฉลียวฉลาด มีความซื่อสัตย์ เสียสละ เห็นแก่ส่วนรวมจำนวนมาก และเกิดกลุ่ม/องค์กร ทางสังคมหลายกลุ่ม กระจายไปทุกหมู่บ้านของตำบล รวมทั้งมีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกับองค์กรเอกชนภายนอกตำบลด้วย ได้แก้ไขปัญหาของตนเอง ของชุมชน สามารถพลิกฟื้นสภาวะที่เคยล้มเหลวจากการทำเกษตรกรรม มีหนี้สิน มีปัญหาทางสังคม ให้รอดพ้นจากภาวะวิกฤตดังกล่าวอย่างได้ผลดี เช่น เกิดกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชน 6 กลุ่ม สามารถรักษาป่าชุมชนไว้ได้มากกว่า 17,500 ไร่ เกิดกลุ่มอนุรักษ์พันธุ์ปลา 7 กลุ่ม ทำให้จำนวนและชนิดของปลาในแม่น้ำเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย เกิดกลุ่มเกษตรผสมผสาน 2 กลุ่ม กลุ่มออมทรัพย์ 6 กลุ่ม กลุ่มเยาวชน 5 กลุ่ม กลุ่มเหมืองฝาย 2 กลุ่ม กลุ่มแม่บ้าน 10 กลุ่ม กลุ่มฌาปนกิจ 2 กลุ่ม กลุ่มอาชีพ 3 กลุ่ม กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน(อสม.) 10 กลุ่ม กลุ่มผู้สูงอายุ 10 กลุ่ม รวมทั้งได้สามารถแก้ไขปัญหาการระบาดของยาเสพติดและปัญหาอื่นๆ อย่างได้ผลดี	ทั้งนี้การดำเนินงานของกลุ่ม/องค์กรทางสังคมต่างๆได้รับการสนับสนุนด้วยดีจากหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ กิ่งอำเภอ สถานีตำรวจ โรงเรียน สาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อบต. โดยคณะกรรมการบริหาร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อบต. มีทัศนคติที่ดียิ่งต่อกลุ่ม/องค์กรเหล่านี้ ได้ให้การสนับสนุน เกื้อกูลและมี ประสานงานเป็นอย่างดี แสดงถึงความเข้มแข็งของชุมชนที่ยังคงมีความเป็นสังคมชนบทอยู่มากและระบบเครือข่าย รวมถึงความสามารถในการจัดการ ซึ่งแสดงให้เห็นกระบวนการทำงานในรูปแบบประชาคมของภาคสังคมและภาครัฐในการจัดการกับกิจการภายในของตำบลเมืองจังในระดับที่น่าสนในยิ่ง]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[นิคม ดีพอ...[และคนอื่นๆ]]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2543]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9320">
    <dcterms:title><![CDATA[การประเมินผลการดำเนินงานของแผนงานวิจัยและพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพและระบบการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ (HPP-HIA)]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Healthy public policy and health impact assessment (HPP-HIA)]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ -- การประเมิน]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[การปฏิรูประบบสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[การบริหารสาธารณสุข]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[สาธารณสุข -- นโยบายของรัฐ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)ได้ริเริ่มให้การสนับสนุนแผนงานวิจัยและพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพและระบบการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ (HPP-HIA) โดยมุ่งหวังที่จะพัฒนาให้เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการปฏิรูประบบสุขภาพและการสร้างความเข้มแข็งให้ระบบสุขภาพของชาติในอนาคต โดย สวรส. เห็นว่าช่วงสามปีแรกของการดำเนินการ (2544-2546) เป็นช่วงเวลาของการนำร่อง ทดลองความเหมาะสมและการยอมรับ HPP-HIA ในสังคมไทย และการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรและองค์กรต่างๆ เพื่อแสวงหาแนวทางการพัฒนา HPP-HIA ที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย ปี 2547 นับได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้มีโอกาสทบทวน ประเมินประสบการณ์และพิจารณาทางเลือกในการดำเนินการในอนาคต ภารกิจของทีมประเมินคือการดำเนินการ ประเมินผลแผนงานฯ แบบ empowerment evaluation เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ร่วมประเมินสบการณ์ ความสำเร็จ ปัญหาและข้อจำกัดของแผนงานฯ ตลอดจนแนวทางการปรับปรุงแก้ไขและกำหนดทางเลือกในการพัฒนาแผนงานฯ การประเมินผลครั้งนี้จึงเป็นกระบวนการที่ให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อันจะนำไปสู่การตัดสินใจเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานในทิศทางที่เหมาะสม แผนงานฯ มีแนวทางการดำเนินงาน 4 ด้าน ได้แก่ (1) การวิจัยกรอบการวิเคราะห์ HPP-HIA (2) การพัฒนากรอบโครงสร้างสถาบันที่เกี่ยวข้องกับ HPP-HIA (3) การรวบรวมกลุ่มคนที่มีศักยภาพจำนวนมากพอที่จะผลักดันการเปลี่ยนแปลง และ (4) การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการผลักดันนโยบายสาธารณะที่คำนึงถึงมิติสุขภาพ	โดยมุ่งหวังให้เกิด (1) การเรียนรู้ของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคประชาสังคมและชุมชน (2) การเปลี่ยนแปลงนโยบายให้คำนึงถึงมิติทางสุขภาพมากขึ้นและ (3) การสนับสนุนการขับเคลื่อนการปฏิรูปสุขภาพแห่งชาติ	แผนงานฯ ดำเนินการในลักษณะเครือข่าย มีส่วนงานสำคัญคือ เครือข่ายนโยบายต่างๆ ได้แก่ อุตสาหกรรมและพลังงาน การจัดการทรัพยากรน้ำ การเกษตรและพัฒนาขนบท การพัฒนาเมืองและการขนส่ง และโครงการยุทธศาสตร์ฐานทรัพยากรและข้อตกลงระหว่างประเทศ เครือข่ายภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ และส่วนกลาง ซึ่งรับผิดชอบบริหารจัดการทั่วไป นอกจากนั้นยังได้จัดตั้งและสนับสนุนสำนักพัฒนากระบวนการเรียนรู้นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ และโครงการบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อพัฒนาบุคลากรด้าน HPP-HIAในช่วงปี 2546-2547 ได้เกิด “สถานการณ์ใหม่” ที่สำคัญได้แก่ สวรส. ปรับลดวงเงินสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง และมีการกำหนดแนวทางการดำเนินงานในอนาคตของแผนงาน HPP-HIA]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[ปาริชาติ ศิวะรักษ์...[และคนอื่นๆ]]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2547]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description></rdf:RDF>
