<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dcterms="http://purl.org/dc/terms/">
<rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9680">
    <dcterms:title><![CDATA[ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อพัฒนารูปแบบการดำเนินงานระบบสุขภาพอำเภอ : กรณีศึกษาตัวแทนพื้นที่ 4 ภาคของประเทศไทย<br />
Policy Recommendations for the Development of the District Health System: Case<br />
Studies Representing 4 Regions of Thailand]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[สุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[สุขภาพ -- นโยบายของรัฐ -- ไทย]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[สันติ ทวยมีฤทธิ์ และคณะ<br />
]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:rights><![CDATA[กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก]]></dcterms:rights>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9679">
    <dcterms:title><![CDATA[คู่มือการเฝ้าระวังเสียงดัง]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Noise monitoring manua]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[มลพิษทางเสียง]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[สราวุธ สุธรรมาสา]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2544]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9678">
    <dcterms:title><![CDATA[รายงานโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาระบบเฝ้าระวังสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในโรงงานที่มีมลพิษทางเสียง]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Health and noise monitoring system in noise polluted factories]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[มลพิษทางเสียง]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[มลพิษทางเสียง-- สุขภาพและอนามัย]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[สราวุธ สุธรรมาสา...[และคนอื่นๆ]]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2544]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9677">
    <dcterms:title><![CDATA[แนวทางการแก้ปัญหาการปฏิบัติงานของคณะกรรมการกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่น ของจังหวัดนครราชสีมา<br />
the problem solving approach of the health care fund committee at the local level of nakhon ratchasima]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[ประกันสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[จิตตานันท์ ทองกลาง<br />
]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:rights><![CDATA[กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก]]></dcterms:rights>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9676">
    <dcterms:title><![CDATA[การสังเคราะห์วิสัยทัศน์ของประชาคมเภสัชกรสำหรับการปฏิรูประบบสาธารณสุขภาพ]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Development of pharmacy vision for health system reform]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[สุขภาพ-- การปฏิรูป]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[ระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[คทา บัณฑิตานุกูล...[และคนอื่นๆ]]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2543]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9675">
    <dcterms:title><![CDATA[การศึกษาพฤติกรรมการใช้ยาฉีดที่ไม่เหมาะสมของผู้ให้และผู้รับบริการของโรงพยาบาลราษีไศล : ปัญหาและแนวทางแก้ไข]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Inapprapriate use of drug injection among providers and patients in Rasisalai]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[พฤติกรรมสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[ยา -- การเอื้อประโยชน์ในร่างกาย]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[บริการทางการแพทย์ -- การควบคุมคุณภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[การศึกษาพฤติกรรมการใช้ยาฉีดที่ไม่เหมาะสมของผู้ให้และผู้รับบริการของโรงพยาบาลราษีไศล: ปัญหาและแนวทางแก้ไข	การศึกษาในครั้งนี้ เป็นการศึกษาในรูปแบบ Action research phase 1 : situational analysis วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้ยาฉีดที่ไม่เหมาะสม ของผู้ให้และผู้รับบริการ ในยาที่ใช้บ่อย 12 ชนิด ที่แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลราษีไศล กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา ประกอบด้วย แพทย์ 6 คน พยาบาลวิชาชีพที่แผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน 5 คน และผู้ป่วยที่มารับบริการที่ได้รับการรักษาโดยใช้ยาฉีด 1 ใน 12 ชนิด จำนวน 403 ราย และกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยาฉีด 517 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่ 1 เมษายน 2542 - 30 พฤศจิกายน 2542 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย เกณฑ์มาตรฐานการใช้ยาฉีด 12 ชนิด แบบสัมภาษณ์ผู้ป่วยเกี่ยวกับการใช้ยาฉีด เวชระเบียนบันทึกข้อมูลการรักษาพยาบาล และแบบประเมินความเหมาะสมในการให้การรักษาพยาบาลของแพทย์และพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และหาปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยใช้ Odd ratio ผลการศึกษา พบว่าผู้ให้บริการ(แพทย์และพยาบาล)ใช้ยาฉีดไม่เหมาะสม คิดเป็นร้อยละ 48.9 Gentamycin และ Vit B. complex มีการใช้ไม่เหมาะสมในสัดส่วนของการใช้ยาแต่ละชนิดมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 92.3 ลักษณะของการใช้ไม่เหมาะสมส่วนใหญ่จะเป็นการใช้เกินความจำเป็น (over use ) ผู้รับบริการส่วนมากมีทัศนคติที่ดีต่อการใช้ยาฉีด ได้แก่ ยาฉีดออกฤทธิ์เร็ว ช่วยให้หายเร็ว บำรุงร่างกายให้แข็งแรง ป้องกันการติดเชื้อที่แผล แก้อาการช้ำใน เป็นการได้รับยาโดยตรง สะดวก สะอาด	จากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันยังมีการใช้ยาฉีดในลักษณะเกินความจำเป็น ดังนั้นจึงควรมีการประเมินคุณภาพและมาตรฐานการให้การรักษาพยาบาล เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการส่งเสริมและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เป็นไปในทางที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป และในทำนองเดียวกันก็ควรมีการกำหนดแนวทางในการปรับเปลี่ยนความเชื่อ ค่านิยมของผู้รับบริการไปพร้อม ๆกันด้วย]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[สมชาย ภานุมาสวิวัฒน์...[และคนอื่นๆ]]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2543]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9674">
    <dcterms:title><![CDATA[แนวทางการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการจัดการขยะมูลฝอยของประชาชนในเขตเทศบาลเมือง เมืองปัก อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา<br />
a study of guidelines to promote people for participating with the solid waste management in<br />
the area of mueang pak town municipality, pak thong chai district, nakhon ratchasima]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[ขยะ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[การกำจัดขยะ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[ไอญดาลิญท์ ธนพลวัชท์<br />
]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:rights><![CDATA[กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก]]></dcterms:rights>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9673">
    <dcterms:title><![CDATA[การจ่ายร่วมในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า: บทวิเคราะห์เชิงนโยบาย]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Co-payment in universal coverage scheme : A policy analysis]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[ระบบประกันสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[การสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเริ่มดำเนินการทั่วประเทศในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2544 โดยได้รับเงินงบประมาณสนับสนุนการดำเนินการ เพื่อให้ประชาชนได้รับสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลและสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพเมื่อเจ็บป่วย ทั้งนี้ได้กำหนดให้มีการจ่ายร่วมในการรักษาพยาบาลเป็นเงิน 30 บาทต่อครั้ง ทั้งกรณีผู้ป่วยนอกและกรณีผู้ป่วยในลำหรับผู้ใช้บริการที่ถือบัตรทองประเภทไม่มี ท. ซึ่งได้แก่ ประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้รับสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลใดๆก่อนการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รวมทั้งสมาชิกบัตรสุขภาพในโครงการประกันสุขภาพโดยความสมัครใจ สำหรับผู้ที่เคยได้รับสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลอื่นๆ มาก่อนเช่น ผู้ถือบัตรสวัสดิการรักษาพยาบาลสำหรับผู้ที่สังคมควรช่วยเหลือเกื้อกูล (สปร.) ผู้สูงอายุ อาสาสมัครสาธารณสุข และเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี จะได้รับบัตรทองประเภทมี ท. นั่นคือเป็นผู้ที่ได้รับการรักษาพยาบาลฟรีโดยไม่จำเป็นต้องมีการจ่ายร่วม และเมื่อโครงการฯดำเนินมาได้ระยะหนึ่ง ประเด็นการจ่ายร่วม 30 บาทในการรักษาพยาบาลแต่ละครั้งได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาว่า เป็นอัตราที่เหมาะสมหรือไม่ทั้งในด้านเป็นแหล่งรายได้ของสถานพยาบาล และเป็นมาตรการที่มีประสิทธิผลในการป้องกัน การใช้บริการที่เกินจำเป็นของ ผู้ป่วย (moral hazard) การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานะทางเศรษฐกิจของผู้ถือบัตรทองทั้งประเภทที่ต้องจ่ายร่วมและได้รับการรักษาฟรี อัตราการใช้บริการรักษาพยาบาลของกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับบัตรทองประเภทที่ต้องจ่ายร่วม (ไม่มี ท.) และประมาณการรายได้จากการเรียกเก็บค่ารักษาครั้งละ 30 บาทของผู้ที่ต้องจ่ายร่วม และเพื่อนำเสนอแนวทางเชิงนโยบายสำหรับการปฏิรูปการจ่ายร่วม การศึกษานี้ ใช้ข้อมูลการสำรวจอนามัยและสวัสดิการ พ.ศ. 2546 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติเป็นฐานข้อมูลหลักของการวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า ในกลุ่มผู้ที่ได้รับการรักษาพยาบาลฟรีโดยไม่ต้องจ่ายร่วมนั้น ร้อยละ 4 เป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มคนรวยที่สุดจากทั้งหมด 5 กลุ่ม และร้อยละ 9 เป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มคนรวยรองลงมา สำหรับผู้ถือบัตรทองประเภทที่ต้องมีการจ่ายร่วม 30 บาทนั้น พบว่า เป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มคนจนที่สุดถึงร้อยละ 29 และเป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มคนจนร้อยละ 25 เมื่อประมาณการรายรับจากการจ่ายร่วมพบว่าเป็นจำนวนเงินไม่มากนัก เพียง 1,073 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2546 คิดเป็นร้อยละ 1.9 ของงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวทั้งหมด หากพิจารณาในด้านการเป็นมาตรการเพื่อป้องกันการมาใช้บริการที่เกินจำเป็นแล้ว เงื่อนไขนี้ไม่น่าจำเป็นสำหรับกรณีการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยในเนื่องจากต้องเป็นวินิจฉัยของแพทย์ในการรับเข้าเป็นผู้ป่วยใน การใช้บริการอย่างฟุ่มเฟือยกรณีผู้ป่วยในเป็นไปไม่ได้ ภายใต้การจ่ายเงินแบบเพดาน งบประมาณและกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (global budget and DRG payment) อย่างไรก็ดี การจ่ายร่วมอาจจะยังคงจำเป็นสำหรับกรณีผู้ป่วยนอกเนื่องจากเป็นด่านแรกของการรักษาพยาบาล]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร...[และคนอื่นๆ]]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2548]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9672">
    <dcterms:title><![CDATA[การศึกษาคุณภาพชีวิตคนพิการในอำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา<br />
quality of life the disabled in huai thalaeng district,<br />
nakhon ratchasima province]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[คนพิการ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[พรทิวา ดาทอง<br />
]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:rights><![CDATA[กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก]]></dcterms:rights>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9671">
    <dcterms:title><![CDATA[รายงานการวิจัย เรื่อง การหาแนวทางพัฒนารูปแบบการบริการสาธารณสุขของโรงพยาบาลสิรินธร : กรณีศึกษาชุมชนริมเขื่อน]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Search for methods to develop the health service model at Sirinthorn hospitals : a case study of the community by the dam]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[สาธารณสุข -- ไทย<br />
]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[สุขภาพ -- นโยบายของรัฐ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[การหาแนวทางพัฒนารูปแบบการบริการสาธารณสุขของโรงพยาบาลสิรินธร : กรณีศึกษาชุมชนริมเขื่อน	การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการศึกษาชุมชนแบบการประเมินสภาวะชนบทแบบเร่งด่วน(Rapid Rural Appraisal-RRA) มีวัตถุประสงค์เพื่อหารูปแบบการบริการสาธารณสุข ด้านการส่งเสริมสุขภาพของโรงพยาบาลสำหรับชุมชนริมเขื่อน ให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติและการรับรู้ของ ชุมชน ใช้การสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview)เก็บรวบรวมข้อมูล โดยสัมภาษณ์ผู้รู้ในชุมชน และผู้รู้ในระดับครอบครัว ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์ร่วมกันในเชิงเนื้อหาแลว้นำไปให้ชุมชนร่วมตรวจสอบ	ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนริมเขื่อนมีสภาพกายภาพที่แห้งแล้ง ไม่มีที่นา และที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ชาวบ้านมีอาชีพหลักคือ อาชีพรับจ้างทั่วไป เป็นชุมชนที่ต้องพึ่งพิงจากภายนอกสูง ทั้งเชิงอาชีพและอาหารที่ต้องหาจากนอกชุมชน ชุมชนมีแบบแผนการรักษาพยาบาลเมื่อเกิดการเจ็บป่วยอยู่ 3 รูปแบบ โดยจำแนกตามรูปแบบของการเจ็บป่วย ได้แก่การเจ็บป่วยฉุกเฉิน การเจ็บป่วยเรื้อรัง และการเจ็บป่วยทั่วไป ซึ่งแต่ละแบบมีการรับรู้และแบบแผนการรักษาที่แตกต่างกันไป นอกจากนี้ชาวบ้านยัง มีความเข้าใจผิดและการรับรู้ในด้านพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพอยู่บางประการ โดยเฉพาะที่เป็นความเชื่อที่ได้สืบต่อกันมา เช่น การใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาโรคทุกอย่าง การเลี้ยงดูทารกด้วยนมข้นหวาน เป็นต้น เมื่อศึกษาถึงแนวทางที่ชุมชนและโรงพยาบาลจะร่วมมือกันในการดำเนินงานด้านการส่งเสริมสุขภาพ พบว่าผู้ที่มีบทบาทสำคัญ ได้แก่ชาวบ้าน ผู้นำหมู่บ้าน อ.ส.ม. และบุคลากรของโรงพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข โดยชาวบ้านตระหนักและเห็นความสำคัญของการส่งเสริมสุขภาพ และเห็นว่าควรได้รับความรู้เพื่อให้เกิดพฤติกรรมที่ถูกต้อง และเน้นการพัฒนา อ.ส.ม.ให้มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ควรเน้นการสร้างเครือข่ายสุขภาพในชุมชน ให้ความรู้เรื่องการใช้ยา เน้นการให้สุขศึกษาที่สอดคล้องกับปัญหาของชุมชน ขณะเดียวกันโรงพยาบาลควรเน้นการพัฒนาระบบบริการเชิงรุก โดยมีทีมงานเพื่อทำงานร่วมกับชุมชน]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[วิยะดา ฆารวิพัฒน์...[และคนอื่นๆ]]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2544]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description></rdf:RDF>
