<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dcterms="http://purl.org/dc/terms/">
<rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9820">
    <dcterms:title><![CDATA[การพัฒนาแนวปฏบัติการพยาบาล เพื่อป้องกันระยะที่หนึ่งของการคลอดยาวนาน โรงพยาบาลจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ<br />
The Development of Clinical Nursing Practice Guideline to Prevent Prolonged first stage of labor at Chatturat Hospital in Chaiyaphum Province]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[การคลอด]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[อาภาพร ศีระวงษ์ และนิลุบล รุจิรประเสริฐ<br />
]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สาขาวิชาการผดุงครรภ์ขั้นสูง คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:rights><![CDATA[กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก]]></dcterms:rights>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9819">
    <dcterms:title><![CDATA[การศึกษาอนาคตระบบสุขภาพช่องปากไทย]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[The study of Thai oral health system]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[ระบบบริการสุขภาพ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[อนามัยช่องปาก]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[การบริการสาธารณสุข]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[การศึกษาอนาคตระบบสุขภาพช่องปากไทยได้รับทุนสนับสนุนการศึกษาจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข โดยกระบวนการศึกษาให้เทคนิคการศึกษาภาพอนาคต forsight study นักวิจัยซึ่งประกอบด้วยทันตบุคลากร และนักวิจัยระบบจากหลายภาคส่วน ได้ร่วมกันเก็บข้อมูลปฐมภูมิ สืบค้นและสอบถามข้อมูลทุตยภูมิจากประชาชนและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมข้อมูลเป็นเอกสารประกอบการประชุม “ การมองอนาคตระบบสุขภาพช่องปากของคนไทยในอีก ๑๐ ปีข้างหน้า ประเด็นสำคัญ (key issues) เกี่ยวกับระบบได้แก่ 1) การพึ่งตนเองในการดูแลทันตสุขภาพของประชาชน 2)การสนับสนุนโครงสร้างระบบริการสุขภาพช่องปาก 3)การเข้าถึงบริการสุขภาพช่องปากที่มีคุณภาพและการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน 4)การจัดการองค์ความรู้และทางเลือกของเทคโนโลยีทางทันตกรรม 5) การพัฒนาทันตบุคลากรในกระบวนทรรศน์ใหม่และบทบาทของกลุ่มวิชาชีพอื่น	ผลที่ได้จากการศึกษาพบว่า ระบบสุขภาพช่องปากที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่สอดคล้องกับสภาพบริบทวัฒนธรรมไทย สร้างภาวะพึ่งพิงทันตบุคลากรให้กับประชาชน แทนที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในพัฒนาระบบ / ไม่มีความเสมอภาค / ไม่มีการประเมินความเหมาะสมทางเทคโนโลยีทันตกรรมเพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพทำให้ไม่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายของระบบได้ / ไม่มีความหลากหลายเเละต่อเนื่องพอที่จะสร้างทางเลือกในการรับบริการที่มีคุณภาพให้เเก่ประชาชน ทำให้ความครอบคลุมของการบริการต่ำทั้งในภาครัฐเเละเอกชน และระบบสุขภาพช่องปากสมัยใหม่ที่ถูกต้องตามกฎหมายที่มีระบบเดียว ไม่สามารถควบคุมสภาวะโรคในช่องปากและฟันของประชาชนไทยได้	จากการประชุมเชิงปฏิบัติการและการระดมสมองผู้เชี่ยวชาญ ได้กำหนดกรอบคิดในการวางเป้าหมายยุทธศาสตร์ระบบสุขภาพช่องปากในอนาคต ดังนี้	“ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการระบบสุขภาพช่องปากได้อย่างเท่าเทียมกัน และมีความสามารถในการพึ่งพิงตนเองของประชาชนด้านสุขภาพช่องปาก ในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า” หากได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วจะเห็นว่า ความหมายของสุขภาพช่องปากที่กำหนดในเป้าหมาย (oral health) ตามกรอบความหมายของสุขภาพ จะต้องครอบคลุมถึง ภาวะของการปราศจาก โรคในช่องปาก หรือสภาวะที่มีผลบั่นทอน หรือจำกัด การทำหน้าที่ตามปกติของอวัยวะในช่องปากของปัจเจกบุคคล การทำหน้าที่ทางสังคม ด้านจิตใจ และด้านเศรษฐกิจ และการสร้างสมดุลย์ ให้เกิดขึ้นระหว่างการใช้ภูมิปัญญาไทย ประสานเข้ากับภูมิปัญญาสากล	แผนยุทธศาสตร์ที่ได้วางตามกรอบดังข้างต้น แบ่งเป็น 6 แผนหลักได้แก่ 1)ด้านการพัฒนานโยบายสาธารณะ การเงิน การคลังด้านสุขภาพและกฎหมาย 2) ปรับเปลี่ยนกระบวนทรรศน์ของระบบบริการสุขภาพช่องปาก 3)ด้านการศึกษาวิชาชีพทันตแพทย์เพื่อสนองตอบต่อจุดหมายระยะยาว – ทันตสุขภาพที่ดีทุกช่วงอายุขัยของประชากรไทย 4) การสร้างรูปแบบบริการงานพื้นฐานที่หลากหลาย สอดคล้องกับความจำเป็นของชุมชนและพื้นที่ 5)การส่งเสริมการพึ่งตนเองของภาคประชาชน โดยเพิ่ม dental literacy 6) การพัฒนา การบริหารจัดการ เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์หลัก]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[แพร จิตตินันทน์]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2547]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9818">
    <dcterms:title><![CDATA[นโยบายการขึ้นทะเบียนตำรับยาของประเทศไทย : พัฒนาการและการดำเนินงาน]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Pharmaceutical registration policy in Thailand : development and implementation]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[ยาแผนโบราณ -- ไทย]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2543]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9817">
    <dcterms:title><![CDATA[Design ก้าวข้ามอุปสรรคด้วยการออกแบบ]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[การออกแบบวิศวกรรม]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9816">
    <dcterms:title><![CDATA[Lifestyle กิน ช้อป เที่ยว ในแบบที่เป็นตัวเอง]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[คนพิการ--การดำเนินชีวิต]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9815">
    <dcterms:title><![CDATA[การศึกษาองค์ความรู้ด้านการแปรผลการศึกษาวิจัยสุขภาพไปสู่การปฏิบัติระดับนโยบายสาธารณะ]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[นโยบายสาธารณะ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[ภัทรวัณย์ วรธนารัตน์ และ ธีระ วรธนารัตน์]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9814">
    <dcterms:title><![CDATA[Entertainment เปิดโลกความบันเทิง]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[คนพิการ--นันทนาการ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9813">
    <dcterms:title><![CDATA[การโฆษณาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชโดยสื่อมวลชน]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[Synthesizing paper on pesticide advertising by the mass media in Thailand]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[สารเคมีทางการเกษตร--การตลาด]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[สารเคมีทางการเกษตร]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[ปัจจุบันมีการโฆษณายากำจัดศัตรูพืช ปรากฏอยู่ในสื่อมวลชนจำนวนไม่น้อย และเป็นที่น่ากังวลว่าจะทำให้เกษตรกรเชื่อ งานวิจัยเรื่องการโฆษณาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชโดยสื่อมวลชน จึงเกิดขึ้นเพื่อค้นหาว่าเนื้อหาในการโฆษณานั้นเป็นอย่างไรบ้างงานวิจัยชิ้นนี้ใช้กรอบทฤษฎีการแพร่กระจายนวัตกรรม แนวคิด 4P (Product Price Place และ Promotion) ในการตลาด และแนวคิดเกี่ยวกับการสปอนเซอร์มาศึกษา ผลการวิจัยพบว่าบริษัทยากำจัดศัตรูพืช ใช้การโฆษณา 2 ประเภทคือการโฆษณาเพื่อจูงใจ (Persuasive advertisements) และการโฆษณาเพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูล (Informative public relations) สำหรับเนื้อหาที่โฆษณานั้น เป็นการบอกสรรพคุณสินค้า สร้างความน่าเชื่อถือด้วยการอ้างอิงผู้นำทางความคิด มีลีลาการนำเสนอเพื่อให้คนจดจำตราสินค้าด้วยการเล่นคำ และส่งเสริมการขายด้วยการชิงโชค นอกจากนี้ยังมีการสปอนเซอร์รายการมวยตู้ เพลงลูกทุ่ง รายการส่งเสริมความรู้ด้านการเกษตรและข่าวประจำวันทางโทรทัศน์และนิตยสารเพื่อการเกษตรเพื่อเข้าถึงเกษตรกร ทั้งนี้บริษัทหลายแห่งยังทำการตลาดแบบ กิจกรรมเพื่อตอบแทนสังคม (Cause-related marketing) เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม โดยให้การสนับสนุนโครงการเพื่อสังคมการโฆษณายากำจัดศัตรูพืชส่วนใหญ่พยายามทำให้คนจดจำตราสินค้า (ยี่ห้อ) โดยการอวดอ้างสรรพคุณที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเอง การใช้พรีเซนเตอร์ที่ไม่ได้มีความรู้ด้านการเกษตรจริงมาเป็นผู้นำเสนอ และการเปิดให้มีการชิงโชค ด้านการสปอนเซอร์รายการนั้นก็เลือกรายการด้านความบันเทิง และคิดโครงการที่เพิ่มคุณค่าให้กับภาพลักษณ์ของบริษัท การควบคุมการโฆษณาอาจทำได้โดยการควบคุมผ่านรัฐบาลกลาง ด้วยการออกข้อบังคับหรือกฎหมาย ผ่านสมาคมธุรกิจด้วยการออกข้อบังคับ การปฏิบัติตามข้อตกลงสากล และการใช้มาตรการทางสังคม ด้วยการให้ความรู้อย่างกว้างขวาง และทำงานเป็นเครือข่ายร่วมกับสถาบันที่สนใจเรื่องพิษวิทยา เช่น สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เป็นต้น สำหรับงานวิจัยในอนาคตนั้นน่าจะมีการศึกษาการโฆษณายากำจัดศัตรูพืชผ่านวิทยุ และโฆษณาแฝงในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งรวบรวมองค์ความรู้ด้านยากำจัดศัตรูพืชในเชิงโครงสร้าง ภายใต้ประเด็นเรื่อง“การเมืองเรื่องยากำจัดศัตรูพืช”เพื่อเคลื่อนไหวเชิงนโยบายต่อไป]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[พัฒนพงส์ จาติเกตุ]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2548]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9812">
    <dcterms:title><![CDATA[รายงานการวิจัย เรื่อง การศึกษาโรคปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ และการใช้ยาชุดของประชาชนอำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น]]></dcterms:title>
    <dcterms:alternative><![CDATA[A community survey of musculoskeletal pain and manangement in Namphong district, Khon Kaen province]]></dcterms:alternative>
    <dcterms:subject><![CDATA[กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและพังผืด]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[ยาแก้ปวด]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[ยาคลายกล้ามเนื้อ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:abstract><![CDATA[โรคปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ และการใช้ยาชุดของประชาชน อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่นวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาอุบัติการและสาเหตุของ การปวดกล้ามเนื้อและข้อ วิธีการดูแลตนเองเมื่อมีอาการปวด และการกระจายของยาชุดแก้ปวดกล้ามเนื้อในชุมชน เขตอำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่นรูปแบบการศึกษา : เป็นการศึกษาเชิงสำรวจพรรณนา (Descriptive survey study)สถานที่ทำการศึกษา : ชุมชนเขตอำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่นกลุ่มตัวอย่าง : -แหล่งจำหน่ายยาชุด 86 แห่ง ในหมู่บ้าน 12 หมู่บ้านที่ได้รับการสุ่มเลือกจากหมู่บ้านทั้งหมดของอำเภอน้ำพองโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย ประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่ได้รับการสุ่มเลือกทั้ง 12 แห่งจำนวน 685 คน (ทำการสุ่มเลือกมาแบบ Cluster randomization โดยใช้หลังคาเรือนเป็นหน่วยสุ่ม)วิธีการ : -ทำการล่อซื้อยาชุดจากแหล่งจำหน่ายในหมู่บ้านที่ได้รับการสุ่มเลือก แล้วทำการสำรวจโดยเปิดเผยซ้ำ นำยาที่ได้มาทั้งหมดไปวิเคราะห์ชนิดของยา เปรียบเทียบยาชุดที่ได้จากการสำรวจทั้งสองวิธี -สัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างถึงอาการปวดและพฤติกรรมการรักษาตนเอง แล้วทำการตรวจร่างกายผู้ที่มีอาการปวดภายใน7วันก่อนการให้สัมภาษณ์เพื่อหาสาเหตุของอาการปวดโดยใช้เกณฑ์การวินิจฉัยโรคมาตรฐานที่กำหนดโดย American Rheumatism Associationผลการวิจัย : มีการจำหน่ายเพื่อบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อและข้อในร้านชำทุกร้านของหมู่บ้าน จำนวน 68 แห่ง และพบแหล่งขายตรงจากการล่อซื้ออีก 18 แห่ง พบยาชุดทั้งสิ้น 51 รูปแบบ เมื่อทำการวิเคราะห์ตัวยาพบว่าในจำนวนนี้ร้อยละ 10 มี corticosteroid เป็นส่วนประกอบอย่างเดียว ร้อยละ 16 มีเฉพาะ NSAIDs เป็นส่วนประกอบ และร้อยละ 71 มียาทั้งสองกลุ่มเป็นส่วนประกอบ corticosteroid ที่พบทั้งหมดอยู่ในรูปของ dexamethasone ขนาด 1-3 เม็ดต่อชุด ส่วน NSAIDs พบIndomethacin และ Phenylbutazone เป็นส่วนใหญ่ ประชากรกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 74 เคยมีปัญหาเรื่องปวดกล้ามเนื้อและข้อ ผู้ที่มีอาการปวดภายใน7วันพบถึงร้อยละ43 สาเหตุของอาการปวดส่วนใหญ่เกิดจากการทำงาน ภาวะที่พบมากที่สุดคือปวดหลังส่วนล่างพบร้อยละ 54 โดยมีสาเหตุมาจากกล้ามเนื้อหลังยอกและข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อมมากที่สุด ภาวะที่พบรองลงมาได้แก่ เอ็นรอบข้ออักเสบร้อยละ 25 myofacial pain syndromeร้อยละ 17 ข้อเสื่อมร้อยละ 17 โรคข้ออักเสบเรื้อรังที่ต้องการการรักษาต่อเนื่องพบเพียงร้อยละ 9 จากการสัมภาษณ์ผู้ที่เคยมีอาการปวดทั้งหมด 508 ราย พบว่าร้อยละ 58 เคยกินยาชุด ส่วนใหญ่กินเป็นครั้งคราวเมื่อเกิดอาการ มีผู้ที่กินยาชุดเป็นประจำมีร้อยละ12.5 ในจำนวนนี้ 1 ใน 4 ยอมรับว่ากินยาชุดทุกวัน กลุ่มตัวอย่างกว่าร้อยละ 95 ทราบว่ายาชุดมีอันตรายโดยมีแหล่งข้อมูลที่สำคัญคือ สื่อโฆษณาและเจ้าหน้าที่สาธารณสุข แต่เมื่อมีอาการปวดร้อยละ 68 เลือกที่จะรักษาตัวเอง โดยร้อยละ33 ซื้อยาชุดกินเองแม้จะทราบว่ายาชุดมีอันตรายเนื่องจากสะดวก หาง่าย และราคาถูก ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกวิธีรักษาของกลุ่มตัวอย่างมากที่สุดได้แก่ประสบการณ์ในอดีตและคำแนะนำจากญาติและเพื่อน วิธีการรักษาอื่นๆนอกเหนือจากการใช้ยาชุดที่เป็นที่นิยมมากที่สุดได้แก่การนวดและการประคบร้อน รองลงมาได้แก่การไปรับการรักษาตามสถานพยาบาลแผนปัจจุบัน แต่มีเพียงร้อยละ 6.7 เลือกไปสถานีอนามัยทั้งที่เป็นสถานพยาบาลที่ใกล้บ้านมากที่สุดสรุปผลและข้อเสนอแนะ : ยาชุดซึ่งมียาอันตรายเป็นส่วนประกอบยังเป็นปัญหาของชุมชน มีการกระจายของยาอยู่ทั่วไปในหมู่บ้าน ประชาชนหาซื้อได้ง่ายและเป็นที่นิยมแม้ประชาชนส่วนใหญ่จะทราบถึงอันตรายของยาชุดก็ตาม อาการปวดข้อและกล้ามเนื้อที่พบในชุมชนส่วนใหญ่เกี่ยวเนื่องกับการทำงานและใช้เวลาในการรักษาไม่นาน โรคทางรูมาติซั่มที่เรื้อรังและรักษายากพบได้น้อยมากในชุมชน เมื่อเกิดปัญหาเกี่ยวกับการปวดกล้ามเนื้อและข้อประชาชนมักเลือกวิธีที่สะดวก ราคาถูกและสอดคล้องกับวิถีชีวิตของตนเอง วิธีการแก้ปัญหาการใช้ยาชุดแก้ปวดเมื่อยในชุมชนควรให้ทางเลือกในการรักษาที่เน้นความสะดวก ง่าย ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพเช่น การแพทย์แผนไทย การนวดและการประคบ ควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยให้สามารถดูแลรักษาโรคปวดกล้ามเนื้อและปวดข้อที่พบบ่อยในชุมชนได]]></dcterms:abstract>
    <dcterms:creator><![CDATA[นิธินาถ เอื้อบัณฑิต...[และคนอื่นๆ]]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข	]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:date><![CDATA[2543]]></dcterms:date>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description><rdf:Description rdf:about="http://digital.nlt.go.th/dlib/items/show/9811">
    <dcterms:title><![CDATA[How to รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม]]></dcterms:title>
    <dcterms:subject><![CDATA[คนพิการ]]></dcterms:subject>
    <dcterms:subject><![CDATA[คนตาบอด]]></dcterms:subject>
    <dcterms:creator><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:creator>
    <dcterms:source><![CDATA[สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข]]></dcterms:source>
    <dcterms:publisher><![CDATA[สำนักหอสมุดแห่งชาติ]]></dcterms:publisher>
    <dcterms:format><![CDATA[PDF]]></dcterms:format>
    <dcterms:language><![CDATA[ไทย]]></dcterms:language>
</rdf:Description></rdf:RDF>
